ข่าวอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะริมถนนสายเอเชีย ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 99+200 จังหวัดสิงห์บุรี จนมีผู้เสียชีวิต ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า หากวันหนึ่งเราเจอเหตุแบบนี้ จะตั้งสติและจัดการอย่างไรดี? คำว่า ประกัน 3 พลัส คุ้มครองรถชน จึงเป็นคำค้นหาที่ช่วยให้คนใช้รถมองหาความคุ้มครองที่เหมาะกับตัวเองมากขึ้น
อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทั้งบนถนนใหญ่และถนนหน้าบ้าน สิ่งสำคัญไม่ใช่การกลัวจนขับรถไม่เป็น แต่คือการเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งการขับขี่อย่างระวังและการเลือกประกันรถยนต์ที่ช่วยลดภาระเมื่อเกิดเหตุ
ประกัน 3 พลัส คืออะไร
ประกัน 3 พลัสเป็นประกันรถยนต์ภาคสมัครใจที่เน้นความคุ้มครองเมื่อรถของเราเกิดการชนกับยานพาหนะทางบก เช่น รถยนต์ รถกระบะ หรือรถจักรยานยนต์ โดยทั่วไปต้องระบุคู่กรณีได้ และต้องมีการชนกันจริงตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน
จุดเด่นคือมีราคามักถูกกว่าประกันชั้น 1 เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองตอนชน แต่มีงบจำกัด หรือใช้รถที่มีอายุหลายปีแล้ว อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน จึงต้องอ่านรายละเอียดก่อนซื้อเสมอ
ความคุ้มครองที่มักได้รับ
- ความเสียหายต่อรถคู่กรณี ช่วยจ่ายค่าเสียหายตามวงเงินที่ระบุในกรมธรรม์ หากผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิดหรือมีส่วนต้องรับผิด
- ความเสียหายต่อรถของเรา ช่วยซ่อมรถของเราเมื่อชนกับรถคันอื่นที่ระบุได้ โดยอาจมีค่าเสียหายส่วนแรกตามแผนที่เลือก
- ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ช่วยดูแลความเสียหายที่เกิดกับคนอื่นตามวงเงินคุ้มครอง
- อุบัติเหตุส่วนบุคคลและค่ารักษาพยาบาล บางแผนมีความคุ้มครองผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ควรตรวจสอบจำนวนคนและวงเงินให้ชัดเจน
- การประกันตัวผู้ขับขี่ บางกรมธรรม์มีวงเงินช่วยเหลือกรณีต้องใช้ประกันตัวในคดีอุบัติเหตุ
ส่วนใหญ่ประกันประเภทนี้ไม่ได้คุ้มครองรถเราในทุกกรณี เช่น รถถูกน้ำท่วม รถถูกขีดข่วนโดยไม่ทราบคู่กรณี ไฟไหม้ หรือรถหาย เว้นแต่แผนที่ซื้อจะเขียนเพิ่มไว้ ดังนั้นอย่าดูแค่ราคาเบี้ย ให้ดูสิ่งที่คุ้มครองและสิ่งที่ไม่คุ้มครองด้วย
เลือกแผนให้เหมาะกับการใช้รถ
1. ดูอายุและมูลค่าของรถ
ถ้ารถมีอายุหลายปีและมีมูลค่าลดลงแล้ว ประกัน 3 พลัสอาจเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล เพราะช่วยดูแลความเสียหายจากการชนโดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยสูงเท่าประกันชั้น 1 แต่ถ้ารถใหม่มาก ผ่อนอยู่ หรือมีมูลค่าสูง ควรเปรียบเทียบกับประกันชั้น 1 ด้วย เพราะชั้น 1 มักคุ้มครองกว้างกว่า
2. ดูเส้นทางและความถี่ในการขับ
คนที่ขับรถไปทำงานทุกวัน เดินทางกลางคืน หรือใช้ถนนสายหลักที่มีรถบรรทุกและรถจำนวนมาก ควรเลือกวงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอกให้สูงพอ หากเกิดเหตุรุนแรง ค่าเสียหายอาจมากกว่าที่คาดไว้มาก
แต่ถ้าใช้รถน้อย ขับใกล้บ้าน และรถมีอายุพอสมควร แผนที่เน้นการชนกับรถคันอื่นอาจตอบโจทย์กว่า อย่าลืมถามบริษัทประกันว่า รถจักรยานยนต์ รถกระบะ และรถประเภทใดบ้างที่นับเป็นยานพาหนะทางบกตามเงื่อนไข
3. เช็กค่าเสียหายส่วนแรก
ค่าเสียหายส่วนแรก หรือ Deductible คือเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเองก่อน เมื่อเกิดเหตุบางประเภท แผนที่มีค่าเสียหายส่วนแรกอาจมีเบี้ยถูกลง แต่ต้องเตรียมเงินก้อนนี้ไว้ หากเกิดการเคลม ลองถามตัวเองว่า หากพรุ่งนี้รถชน เราพร้อมจ่ายเงินจำนวนนี้หรือไม่
4. ตรวจสอบอู่และการบริการ
ประกันราคาถูกอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด ถ้าหาอู่ซ่อมยากหรือแจ้งเหตุแล้วรอนาน ควรเช็กว่าเป็นอู่ในเครือใกล้บ้านหรือไม่ มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินหรือไม่ และเปิดรับแจ้งเหตุ 24 ชั่วโมงหรือเปล่า เรื่องเล็กเหล่านี้ช่วยได้มากเมื่อเรากำลังตกใจอยู่ข้างถนน

เกิดรถชนแล้วควรทำอย่างไร
เมื่อเกิดเหตุ ให้จอดรถในจุดที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน และตั้งสติก่อน อย่ารีบขยับรถถ้าไม่จำเป็น เพราะตำแหน่งรถอาจเป็นหลักฐานสำคัญ แต่ถ้าจุดเกิดเหตุอันตรายหรือกีดขวางการจราจร ให้ถ่ายภาพไว้ก่อน แล้วเคลื่อนรถไปยังจุดปลอดภัยเมื่อทำได้
- ตรวจดูว่ามีผู้บาดเจ็บหรือไม่ หากมี ให้โทร 1669 และแจ้งตำรวจที่ 191
- โทรแจ้งบริษัทประกันตามเบอร์บนกรมธรรม์ทันที
- ถ่ายภาพรถทุกคัน ป้ายทะเบียน รอยชน ถนน สัญญาณจราจร และสภาพแวดล้อม
- แลกชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลกรมธรรม์กับคู่กรณี
- หลีกเลี่ยงการเซ็นเอกสารหรือรับปากชดใช้เอง หากยังไม่เข้าใจรายละเอียด
- หากมีพยาน ให้ขอชื่อและช่องทางติดต่อไว้
การมีกล้องบันทึกภาพช่วยให้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะกรณีที่คู่กรณีให้ข้อมูลไม่ตรงกัน อุปกรณ์อย่าง กล้องติดรถยนต์ จึงเป็นตัวช่วยที่เหมาะกับคนที่เดินทางบ่อย แต่ควรติดตั้งให้ไม่บดบังทัศนวิสัย และใช้งานอย่างถูกกฎหมาย
อ่านเพิ่มเติม: รถชนกลางทาง! ไม่ต้องตกใจ ทำตามนี้ เคลมประกันได้ชัวร์
ขั้นตอนเคลมแบบเข้าใจง่าย
แจ้งเหตุและรอเจ้าหน้าที่
เตรียมเลขกรมธรรม์ ทะเบียนรถ จุดเกิดเหตุ และเบอร์โทรศัพท์ให้พร้อม เจ้าหน้าที่จะถามลักษณะการชนและประเมินว่าควรส่งเจ้าหน้าที่สำรวจภัยหรือไม่ หากเป็นเหตุที่ตกลงกันได้ อาจมีขั้นตอนถ่ายภาพและออกเอกสารเคลมผ่านระบบของบริษัท
ตรวจเอกสารก่อนนำรถเข้าอู่
เอกสารที่มักใช้ ได้แก่ ใบขับขี่ สำเนาทะเบียนรถ กรมธรรม์ หรือข้อมูลประกันในโทรศัพท์ และเอกสารเคลมจากบริษัทประกัน บางกรณีอาจต้องใช้บันทึกประจำวันของตำรวจ ถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเดินทางหลายรอบ
นำรถซ่อมและติดตามงาน
เมื่อได้ใบเคลมแล้ว ให้นำรถเข้าอู่หรือศูนย์ตามเงื่อนไข ตรวจสอบรายการความเสียหายกับอู่ก่อนซ่อม และเก็บเอกสารทุกใบไว้ หากพบงานซ่อมไม่เรียบร้อย ให้รีบแจ้งอู่และบริษัทประกัน อย่าปล่อยไว้นานจนตรวจสอบสาเหตุได้ยาก
จากประสบการณ์ที่ลูกค้าของเราเคยเจอ เคสที่ทำให้เคลมช้าบ่อยที่สุดคือการไม่ถ่ายภาพจุดเกิดเหตุและจำเลขกรมธรรม์ไม่ได้ การบันทึกข้อมูลฉุกเฉินไว้ในโทรศัพท์จึงช่วยลดความวุ่นวายได้จริง
เรื่องที่ต้องถามก่อนตัดสินใจซื้อ
- คุ้มครองรถของเราเมื่อชนกับรถประเภทใดบ้าง
- ต้องระบุคู่กรณีได้หรือไม่ และกรณีชนแล้วหนีทำอย่างไร
- วงเงินคุ้มครองบุคคลภายนอกเพียงพอกับการใช้รถของเราหรือไม่
- มีค่าเสียหายส่วนแรกหรือไม่ จำนวนเท่าไร
- ซ่อมอู่หรือซ่อมศูนย์ และมีอู่ใกล้บ้านหรือไม่
- คุ้มครองผู้ขับขี่และผู้โดยสารกี่คน
- มีข้อยกเว้นเรื่องเมาแล้วขับ ไม่มีใบขับขี่ หรือใช้รถผิดประเภทอย่างไร
อย่าลืมว่า พ.ร.บ. เป็นประกันภาคบังคับที่ช่วยดูแลผู้บาดเจ็บจากรถ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนประกันรถยนต์ภาคสมัครใจทุกด้าน การมี พ.ร.บ. จึงไม่เท่ากับมีความคุ้มครองความเสียหายของรถเรา ควรตรวจทั้งสองส่วนให้ครบ
สุดท้ายแล้ว ประกันที่ดีคือประกันที่เข้าใจได้ ใช้ได้จริง และเหมาะกับเงินในกระเป๋า ก่อนจ่ายเบี้ย ลองอ่านตารางความคุ้มครอง ข้อยกเว้น และขั้นตอนเคลมให้ครบ หากไม่แน่ใจให้ถามผู้เชี่ยวชาญตรง ๆ ดีกว่าเดาเอง
คุณเคยมีประสบการณ์รถชนหรือเคลมประกันแบบไหนบ้าง? มีขั้นตอนไหนที่อยากให้เราอธิบายเพิ่ม ลองแบ่งปันความคิดเห็นไว้ในคอมเมนต์ได้เลย
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 13 ส.ค. 2569 เวลา 03:21 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment