รถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ ต้องทำอย่างไร? 8 ขั้นตอนรับมือให้ปลอดภัยและเคลมประกันได้ครบ

ข่าวอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตบนถนนพุทธมณฑล สาย 4 จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2569 ทำให้หลายคนกลับมาสนใจเรื่อง ประกันรถยนต์กรณีรถชนรถจักรยานยนต์ อีกครั้ง เพราะอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งบนถนนใหญ่และในซอยใกล้บ้าน หากเกิดเหตุขึ้นจริง เราควรทำอย่างไรเพื่อช่วยคนเจ็บ เก็บหลักฐาน และรักษาสิทธิของตัวเอง?

อุบัติเหตุที่มีรถยนต์กับรถจักรยานยนต์มาชนกันมักมีความเสี่ยงสูง ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อาจบาดเจ็บมากกว่ารถยนต์ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การรีบหาคนผิด แต่คือการดูแลความปลอดภัยก่อน แล้วจึงค่อยจัดการเรื่องประกันและความรับผิดชอบตามขั้นตอน

รถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ ควรทำอะไรเป็นอย่างแรก

เมื่อรถชนกัน ให้ตั้งสติและทำตามลำดับนี้ ไม่ต้องรีบเถียงหรือขยับรถทันทีถ้ายังไม่ปลอดภัย

1. หยุดรถและเปิดไฟฉุกเฉิน

หยุดรถในจุดที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน และวางป้ายเตือนถ้ามี โดยเฉพาะถ้าเกิดเหตุในช่วงกลางคืนหรือบนถนนที่รถวิ่งเร็ว อย่ายืนอยู่กลางถนน เพราะอาจมีรถคันอื่นมาชนซ้ำได้

2. ดูผู้บาดเจ็บก่อน

ถ้ามีคนเจ็บ ให้โทรแจ้งสายด่วน 1669 และแจ้งตำรวจที่ 191 บอกสถานที่ให้ชัด เช่น ถนนอะไร ใกล้แยกไหน หรืออยู่ใกล้ปั๊มน้ำมันใด หากผู้บาดเจ็บหมดสติ อย่าเคลื่อนย้ายเอง เว้นแต่มีอันตรายใกล้ตัว เช่น รถกำลังลุกไหม้

การช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างถูกวิธีสำคัญมาก อย่าถอดหมวกกันน็อกของผู้บาดเจ็บเองถ้าไม่จำเป็น และอย่าให้ผู้บาดเจ็บกินอาหารหรือน้ำระหว่างรอเจ้าหน้าที่

3. โทรแจ้งบริษัทประกันทันที

โทรไปที่หมายเลขแจ้งอุบัติเหตุบนหน้ากรมธรรม์หรือสติกเกอร์ประกัน แจ้งข้อมูลตามจริง เช่น จุดเกิดเหตุ ลักษณะการชน มีผู้บาดเจ็บหรือไม่ และรถยังเคลื่อนที่ได้หรือไม่ บริษัทประกันจะส่งเจ้าหน้าที่สำรวจภัยหรือเรียกว่าพนักงานเคลมไปยังจุดเกิดเหตุ

ระหว่างรอพนักงานเคลม ควรอยู่ในที่ปลอดภัยและไม่เซ็นเอกสารยอมรับผิดหรือสัญญาชดใช้เงินเองทันที เพราะรายละเอียดความรับผิดอาจต้องดูจากหลักฐานและข้อเท็จจริงหลายด้าน

ต้องเก็บหลักฐานอะไรไว้บ้าง

หลักฐานช่วยให้บริษัทประกันและตำรวจเห็นภาพเดียวกัน ยิ่งเก็บได้เร็วก็ยิ่งดี หากทำได้โดยไม่เสี่ยงอันตราย ให้ถ่ายภาพหรือวิดีโอไว้หลายมุม

  • ภาพรถทั้งสองคัน ตำแหน่งที่ชน และความเสียหาย
  • ภาพป้ายทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์
  • ภาพรอยเบรก เศษชิ้นส่วน และสภาพถนน
  • ภาพไฟจราจร ป้ายจราจร ทางแยก และจุดกลับรถ
  • ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของพยานที่เห็นเหตุการณ์
  • ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านค้า บ้าน หรือหน่วยงานใกล้เคียง
  • คลิปจากกล้องหน้ารถหรือกล้องของรถคันอื่น

ถ้ามีกล้องติดรถยนต์ อย่าลืมเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ อย่าตัดต่อหรือส่งต่อจนไฟล์หาย เพราะคลิปก่อนและหลังการชนอาจช่วยบอกความเร็ว ทิศทาง และจังหวะการเปลี่ยนเลนได้ หากกำลังมองหาอุปกรณ์สำหรับป้องกันปัญหาในอนาคต ลองดู กล้องติดรถยนต์ ที่เหมาะกับรถของคุณ

รถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ ต้องทำอย่างไร? คู่มือรับมืออุบัติเหตุและเคลมประกันอย่างถูกต้อง

ประกันรถยนต์คุ้มครองกรณีชนรถจักรยานยนต์อย่างไร

ประกันชั้น 1

ประกันชั้น 1 โดยทั่วไปคุ้มครองความเสียหายของรถผู้เอาประกันและความเสียหายที่ผู้เอาประกันทำให้บุคคลภายนอก รวมถึงรถจักรยานยนต์คู่กรณี ทั้งนี้ต้องดูเงื่อนไขในกรมธรรม์ เช่น ค่าเสียหายส่วนแรก ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตหรือไม่ และมีข้อยกเว้นใดบ้าง

ประกันชั้น 2+ และ 3+

ประกันชั้น 2+ และ 3+ มักคุ้มครองรถของเราเมื่อชนกับยานพาหนะทางบกที่ระบุคู่กรณีได้ และคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก หากรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์และมีหลักฐานระบุคู่กรณีได้ ก็อาจเข้าเงื่อนไขความคุ้มครอง แต่ควรตรวจรายละเอียดของแต่ละแผนก่อนเสมอ

ประกันชั้น 3

ประกันชั้น 3 เน้นคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก เช่น ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าสินไหมกรณีเสียชีวิตตามวงเงินกรมธรรม์ แต่โดยทั่วไปไม่คุ้มครองความเสียหายของรถยนต์คันที่เอาประกัน

พ.ร.บ. รถยนต์

พ.ร.บ. เป็นความคุ้มครองตามกฎหมายสำหรับผู้ประสบภัยจากรถ ไม่ได้ใช้ตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายผิด ผู้บาดเจ็บสามารถขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดได้ และหากมีความรับผิดเพิ่มเติม อาจมีการพิจารณาค่าสินไหมตามสิทธิและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

พูดง่าย ๆ คือ พ.ร.บ. ช่วยเรื่องผู้บาดเจ็บ ส่วนประกันภาคสมัครใจช่วยเรื่องความเสียหายของรถและความรับผิดตามแผนที่ซื้อไว้

ใครเป็นฝ่ายผิดเมื่อรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์

คำตอบไม่ได้ดูจากขนาดรถเพียงอย่างเดียว รถยนต์อาจผิดได้หากเปลี่ยนเลนโดยไม่ระวัง เลี้ยวตัดหน้า ฝ่าฝืนสัญญาณไฟ หรือขับเร็วเกินควร ขณะเดียวกันรถจักรยานยนต์ก็อาจมีส่วนผิดหากขับย้อนศร ฝ่าไฟแดง หรือแทรกในจุดอันตราย

บางเหตุการณ์อาจเป็นความผิดร่วมกัน เจ้าหน้าที่จะดูภาพจากกล้อง ตำแหน่งรถ รอยชน คำให้การ และกฎจราจรในจุดนั้น อย่ารีบสรุปเองว่าใครผิดจากความรู้สึก เพราะอาจทำให้เสียสิทธิในการเจรจา

จากประสบการณ์ที่ลูกค้าของเราเคยเจอ สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการพูดว่า “ผมผิดเอง” ทั้งที่ยังไม่เห็นหลักฐานครบ การบอกข้อเท็จจริงอย่างใจเย็นจะช่วยให้พนักงานเคลมทำงานได้ตรงกว่า

เอกสารที่ใช้แจ้งเคลมและเรียกร้องค่าสินไหม

เอกสารอาจแตกต่างกันตามบริษัทประกันและลักษณะเหตุ แต่โดยทั่วไปควรเตรียมสิ่งเหล่านี้

  • บัตรประชาชนของผู้เอาประกันและผู้ขับขี่
  • ใบขับขี่ของผู้ขับรถในวันเกิดเหตุ
  • สำเนาทะเบียนรถ
  • หน้าตารางกรมธรรม์หรือเลขกรมธรรม์
  • ใบแจ้งความหรือบันทึกประจำวัน ถ้ามีการแจ้งตำรวจ
  • ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษา และเอกสารจากโรงพยาบาลกรณีมีผู้บาดเจ็บ
  • เอกสารแสดงความสัมพันธ์หรือเอกสารจากทางราชการ กรณีมีผู้เสียชีวิตและมีการเรียกร้องค่าสินไหม
  • ภาพถ่ายและคลิปเหตุการณ์ทั้งหมด

ควรถ่ายสำเนาหรือเก็บภาพเอกสารทุกฉบับไว้ด้วย และตรวจชื่อ เลขทะเบียนรถ วันที่เกิดเหตุ และเลขบัญชีให้ถูกต้องก่อนส่งบริษัทประกัน หากไม่แน่ใจว่าเอกสารใดจำเป็น ให้ถามเจ้าหน้าที่เคลมโดยตรง

อ่านเพิ่มเติม: เปลี่ยนความกังวลเป็นความมั่นคง: คำนวณสินไหมอุบัติเหตุ เตรียมพร้อมเพื่อคนที่คุณรัก

สิ่งที่ไม่ควรทำหลังเกิดเหตุ

  • อย่าขับรถหนีหรือเคลื่อนรถหนีโดยไม่แจ้งเหตุ
  • อย่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเกิดเหตุระหว่างรอเจ้าหน้าที่
  • อย่าลบคลิปกล้องหน้ารถหรือโพสต์ข้อมูลส่วนตัวของคู่กรณีลงโซเชียล
  • อย่ารับปากจ่ายเงินจำนวนมากโดยไม่มีเอกสารหรือคำแนะนำ
  • อย่าปลอมแปลง ลบ หรือแก้ไขหลักฐาน
  • อย่าโต้เถียงรุนแรงกับคู่กรณี แม้จะรู้สึกว่าอีกฝ่ายผิด

หากคู่กรณีไม่มีประกันหรือไม่มีเงินชดใช้ทันที ไม่ได้แปลว่าเราต้องจัดการทุกอย่างเอง ให้ขอข้อมูลจากตำรวจ บริษัทประกัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การทำเอกสารให้ครบจะช่วยลดปัญหาในภายหลัง

ถ้ามีผู้เสียชีวิต ต้องจัดการอย่างไร

กรณีมีผู้เสียชีวิต เรื่องสำคัญคือให้ตำรวจและหน่วยกู้ภัยดำเนินการตามขั้นตอน อย่าเคลื่อนย้ายร่างหรือรถโดยพลการ และควรติดต่อบริษัทประกันทันที บริษัทจะตรวจสอบความคุ้มครองและประสานงานเรื่องความรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามกรมธรรม์

พ.ร.บ. และประกันภาคสมัครใจอาจมีการจ่ายเงินคนละส่วนกัน ผู้เสียหายหรือครอบครัวควรเก็บเอกสารจากโรงพยาบาล ตำรวจ และหน่วยงานราชการไว้ให้ครบ หากมีข้อพิพาทเรื่องค่าเสียหาย ควรปรึกษาทนายหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนลงนามยอมความ

สรุปขั้นตอนจำง่ายเมื่อเกิดเหตุ

จำสั้น ๆ ว่า หยุดรถ ช่วยคนเจ็บ โทรแจ้งเหตุ เก็บหลักฐาน รอพนักงานเคลม และอย่ารีบรับผิด จากนั้นตรวจกรมธรรม์ว่าคุ้มครองอะไรบ้าง และส่งเอกสารให้ครบตามที่บริษัทแจ้ง

อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิด แต่การเตรียมตัวไว้ก่อนช่วยลดความสับสนได้มาก ตรวจวันหมดอายุ พ.ร.บ. เก็บเบอร์บริษัทประกันไว้ในโทรศัพท์ และรู้ว่ากรมธรรม์ของตนเป็นชั้นใด เพียงเท่านี้ก็พร้อมรับมือได้ดีขึ้นเมื่อเกิดเหตุบนถนน

อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 8 ส.ค. 2569 เวลา 02:32 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)

✍️ บทความนี้เขียนและตรวจสอบความถูกต้องโดย: ทีมงานนายหน้าประกันวินาศภัย Khumphai.com เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เอาประกัน
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)

คุณเคยเจอเหตุการณ์รถยนต์ชนรถจักรยานยนต์หรือมีข้อสงสัยเรื่องการเคลมไหม? เล่าให้ฟังได้ในคอมเมนต์ บางทีประสบการณ์ของคุณอาจช่วยเตือนคนอื่นให้รับมือได้อย่างปลอดภัยขึ้น

สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

แชทสอบถามทาง Line คลิกที่นี่

About Khumphai.com 460 Articles
นายหน้าประกันวินาศภัยที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้อง และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Khumphai.com ด้วยพื้นฐานการเป็นวิศวกร จึงเข้าใจถึงความสำคัญของการมีหลักประกันที่มั่นคงในยามวิกฤต มุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลด้านประกันภัยที่ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เพื่อให้คนไทยเข้าถึงความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุด เลขที่ใบอนุญาต ประกันวินาศภัย : 6804000691 นาย กำพล พันธ์ประยูร สอบถามเพิ่มเติมโทร 089-341-7740 หรือ Email:kamphon7287@gmail.com

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*