ข่าวที่หลายคนกำลังพูดถึงคือ นก สินจัย ประสบอุบัติเหตุจนต้องใส่เฝือกประมาณ 1 เดือน ข่าวนี้ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นเราเอง ต้องเตรียมเงินไว้เท่าไร และประกันจะช่วยจ่ายตรงไหนบ้าง ลองมาทำความเข้าใจเรื่อง คำนวณประกันอุบัติเหตุ แบบง่าย ๆ กันครับ
ก่อนอื่นขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบเหตุ ขอให้ฟื้นตัวไว ๆ นะครับ ส่วนเราเองก็ควรใช้เรื่องนี้เป็นบทเรียนเล็ก ๆ ในการเตรียมตัว เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทั้งบนถนน ที่บ้าน หรือระหว่างทำงาน
ใส่เฝือก 1 เดือน มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
การใส่เฝือกไม่ได้มีแค่ค่าทำเฝือกครั้งแรกเท่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นตามมาได้ ลองแบ่งเป็นก้อน ๆ จะเห็นภาพง่ายขึ้น
- ค่าตรวจและเอกซเรย์: ใช้ดูว่ากระดูกหักหรือเคลื่อนมากน้อยแค่ไหน
- ค่ารักษาและค่าอุปกรณ์: เช่น ค่าเฝือก อุปกรณ์พยุงแขน หรือไม้ค้ำ
- ค่าติดตามอาการ: ต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อเปลี่ยนเฝือกหรือเอกซเรย์ซ้ำ
- ค่าเดินทาง: โดยเฉพาะคนที่ต้องไปโรงพยาบาลหลายครั้ง
- รายได้ที่หายไป: หากทำงานไม่ได้หรือทำงานได้น้อยลงในช่วงพักฟื้น
ค่าใช้จ่ายจริงแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล อาการ และวิธีรักษา โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ แต่สิ่งที่ควรคิดเหมือนกันคือ เรามีเงินสำรองพอหรือยัง?
ตัวอย่างคำนวณเงินที่อาจต้องเตรียม
สมมติว่า คุณต้องใส่เฝือก 1 เดือน และต้องไปพบแพทย์ 3 ครั้ง ตัวเลขด้านล่างเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อช่วยวางแผน ไม่ใช่ราคากลางตายตัว
- ตรวจและเอกซเรย์ครั้งแรก 3,000 บาท
- ค่ารักษาและอุปกรณ์เฝือก 5,000 บาท
- ติดตามอาการ 2 ครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท รวม 4,000 บาท
- ค่าเดินทางและอุปกรณ์ช่วยเดิน 3,000 บาท
- รายได้ที่หายไป 15 วัน วันละ 800 บาท รวม 12,000 บาท
รวมเป็นเงินประมาณ 27,000 บาท และนี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ยังไม่รวมกรณีต้องผ่าตัด นอนโรงพยาบาล หรือทำกายภาพบำบัด ดังนั้น วงเงินที่เลือกไม่ควรดูแค่ค่ารักษาในวันแรก
ประกันอุบัติเหตุช่วยเรื่องใดได้บ้าง?
ประกันอุบัติเหตุ หรือ PA มักมีความคุ้มครองหลายส่วน แต่แต่ละแผนไม่เหมือนกัน จึงต้องอ่านตารางผลประโยชน์ให้ละเอียด
1. ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ
ส่วนนี้ช่วยจ่ายค่ารักษาตามจริงภายในวงเงินที่กำหนด เช่น แผนมีค่ารักษา 30,000 บาทต่ออุบัติเหตุ หากค่ารักษาอยู่ที่ 8,000 บาท บริษัทอาจจ่ายตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ โดยผู้เอาประกันอาจไม่ต้องควักเงินเองทั้งหมด
ต้องดูด้วยว่ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใดได้บ้าง ต้องสำรองจ่ายหรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายใดที่ไม่อยู่ในความคุ้มครอง
2. เงินชดเชยกรณีกระดูกแตกหรือหัก
บางแผนมีเงินก้อนเมื่อเกิดกระดูกหักหรือแตกตามรายการที่ระบุไว้ เช่น แขน ขา หรือข้อมือ เงินส่วนนี้อาจช่วยจ่ายค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ หรือค่าใช้จ่ายในบ้านได้ แต่ต้องมีเอกสารทางการแพทย์ยืนยัน และต้องตรงกับคำนิยามในกรมธรรม์
3. เงินชดเชยรายวันกรณีนอนโรงพยาบาล
ถ้าต้องนอนโรงพยาบาล อาจได้รับเงินชดเชยเป็นรายวัน เช่น วันละ 1,000 บาท แต่การใส่เฝือกที่บ้านครบ 1 เดือน ไม่ได้แปลว่าจะได้รับเงินครบ 30 วันเสมอไป เพราะเงินส่วนนี้มักจ่ายเมื่อมีการนอนโรงพยาบาลตามเงื่อนไขเท่านั้น
4. เงินก้อนกรณีทุพพลภาพหรือเสียชีวิต
นี่เป็นความคุ้มครองหลักของ PA หลายแผน หากเกิดเหตุรุนแรง บริษัทจะจ่ายตามสัดส่วนและเงื่อนไขที่ระบุไว้ เงินส่วนนี้มีไว้ช่วยครอบครัวในระยะยาว ไม่ใช่เงินสำหรับค่ารักษาเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยตรง

ควรเลือกวงเงินประกันเท่าไรให้พอดี?
เริ่มจากดูชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่เลือกตามตัวเลขของคนอื่น ลองตอบคำถาม 4 ข้อนี้
- ถ้าหยุดงาน 1 เดือน จะขาดรายได้เท่าไร?
- มีเงินสำรองฉุกเฉินอยู่กี่เดือน?
- โรงพยาบาลที่สะดวกใช้บริการมีค่าใช้จ่ายประมาณไหน?
- มีสวัสดิการบริษัทหรือประกันสุขภาพเดิมอยู่แล้วหรือไม่?
ถ้ามีสวัสดิการค่ารักษาอยู่แล้ว อาจเน้นแผนที่มีเงินชดเชยกระดูกหักหรือเงินก้อนมากขึ้น แต่ถ้าไม่มีสวัสดิการเลย ควรให้ความสำคัญกับค่ารักษาพยาบาลก่อน
ตัวอย่างเช่น คนทำงานออฟฟิศที่มีประกันกลุ่มอยู่แล้ว อาจเลือก PA ที่มีค่ารักษา 20,000-50,000 บาท และมีทุนประกันชีวิตจากอุบัติเหตุที่เหมาะกับภาระครอบครัว ส่วนไรเดอร์ คนขับรถ หรือผู้ที่เดินทางทุกวัน อาจพิจารณาวงเงินค่ารักษาที่สูงขึ้น เพราะมีโอกาสพบความเสี่ยงบนถนนบ่อยกว่า
เอกสารสำคัญเมื่อเคลมประกัน
เมื่อเกิดเหตุ อย่าเพิ่งทิ้งเอกสาร แม้เป็นใบเล็ก ๆ ก็ควรเก็บไว้ให้ครบ เช่น
- บัตรประชาชนและสำเนาหน้าสมุดบัญชี
- ใบรับรองแพทย์ที่ระบุสาเหตุว่าเกิดจากอุบัติเหตุ
- ใบเสร็จและใบสรุปค่าใช้จ่าย
- ฟิล์มเอกซเรย์หรือรายงานผลตรวจ หากบริษัทขอ
- แบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหมของบริษัทประกัน
หากเป็นอุบัติเหตุบนถนน ควรบันทึกภาพสถานที่ ทะเบียนรถ และข้อมูลคู่กรณีไว้ด้วย อุปกรณ์อย่าง กล้องติดรถยนต์ อาจช่วยเก็บหลักฐานเหตุการณ์ได้ชัดขึ้น แต่ไม่ควรใช้แทนการขับรถอย่างระมัดระวัง
จากประสบการณ์ที่ลูกค้าของเราเคยเจอ สิ่งที่ทำให้เคลมช้าบ่อยที่สุดคือใบรับรองแพทย์เขียนสาเหตุไม่ชัด หรือผู้เอาประกันเข้าใจว่าใส่เฝือกแล้วจะได้รับเงินทุกประเภท จึงควรถามบริษัทหรือนายหน้าก่อนส่งเอกสารทุกครั้ง
อย่าลืมดูข้อยกเว้นก่อนซื้อ
ประกันอุบัติเหตุไม่ได้คุ้มครองทุกเหตุการณ์แบบไม่มีเงื่อนไข ควรอ่านเรื่องการขับขี่รถจักรยานยนต์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแข่งขันความเร็ว และกิจกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ให้เข้าใจ
นอกจากนี้ อาการป่วยหรือโรคที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุอาจไม่อยู่ในความคุ้มครอง เช่น ปวดข้อจากโรคเดิม หรือกระดูกเสื่อม ดังนั้น เวลาไปพบแพทย์ควรแจ้งข้อมูลตามจริง
สำหรับคนที่กำลังมองหาความคุ้มครองเกี่ยวกับการขับรถ ลองอ่านเพิ่มเติม: คู่มือเลือกประกันรถยนต์ 3 พลัส รับมืออุบัติเหตุบนถนนอย่างมั่นใจ
สรุปการวางแผนแบบไม่จ่ายเกินจำเป็น
เริ่มจากรวมค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น แล้วหักด้วยสวัสดิการหรือประกันเดิมที่มีอยู่ จากนั้นเลือกวงเงินที่ช่วยเติมส่วนขาด ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกความคุ้มครองในวงเงินสูงสุด
ถ้าต้องใส่เฝือก 1 เดือน ค่าใช้จ่ายอาจมาจากทั้งค่ารักษา ค่าเดินทาง และรายได้ที่หายไป แผนที่ดีจึงควรดูทั้งค่ารักษาพยาบาล เงินก้อนจากกระดูกหัก และความคุ้มครองกรณีรุนแรง เมื่อเลือกให้ตรงกับงานและชีวิต เบี้ยประกันก็จะไม่หนักเกินไป และยังช่วยให้อุ่นใจได้จริง
คุณเคยเตรียมเงินสำรองหรือมีประกันอุบัติเหตุไว้รับมือเหตุฉุกเฉินแบบนี้หรือยัง? ถ้ามีประสบการณ์เคลมหรือมีคำถาม ลองมาแบ่งปันความคิดเห็นกันได้เลยครับ
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 23 ก.ย. 2569 เวลา 00:22 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment