ข่าวอุบัติเหตุบนทางด่วนช่วงเช้ามืดที่เราเห็นกันจนชินตา อย่างล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา บริเวณวงแหวนตะวันออก (ทล.9) มุ่งหน้าบางพลี ในช่องทาง M-Flow ก็มีอุบัติเหตุจนทำให้รถติดยาวเหยียดไปถึงต่างระดับรามคำแหง… แค่เห็นภาพก็ใจหายแล้วใช่ไหมครับ?
เหตุการณ์แบบนี้คงไม่มีใครอยากให้เกิดกับตัวเอง แต่ถ้าวันหนึ่งมันเกิดขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะบนทางด่วน M-Flow ที่รถวิ่งกันเร็วและไม่มีด่านชะลอความเร็ว คุณจะทำอย่างไร? หลายคนอาจจะหัวร้อน ตกใจ หรือทำอะไรไม่ถูก จนอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก
วันนี้เราจะมาเปลี่ยนความกังวลให้เป็นความเข้าใจ กับ 7 ขั้นตอนที่ต้องทำทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนทางด่วน M-Flow เพื่อให้คุณจัดการสถานการณ์ได้เหมือนมืออาชีพ ปลอดภัยทั้งตัวเองและเพื่อนร่วมทาง แถมยังช่วยให้รถไม่ติดนานด้วยครับ
อุบัติเหตุบน M-Flow… ทางด่วนยุคใหม่ที่ต้องรับมือให้เป็น
ต้องยอมรับว่า M-Flow ทำให้การเดินทางสะดวกและรวดเร็วขึ้นมาก แต่ในทางกลับกัน ความเร็วที่ต่อเนื่องก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ การชนท้ายในช่องทาง M-Flow จึงมักมีความรุนแรงมากกว่าปกติ และด้วยความที่เป็นระบบเปิด อาจทำให้หลายคนสับสนว่าจะต้องแจ้งใคร หรือจัดการอย่างไร
ดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมและรู้ขั้นตอนที่ถูกต้องจึงไม่ใช่แค่เรื่องของประกัน แต่เป็นทักษะการเอาตัวรอดที่คนใช้รถทุกคนต้องมีครับ
7 สเต็ปควบคุมสถานการณ์ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันบนทางด่วน M-Flow
1. ตั้งสติ… คือสิ่งแรกและสำคัญที่สุด
วินาทีแรกที่รถเกิดการกระแทก เสียงดังโครม! เป็นเรื่องปกติที่จะตกใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘สติ’ ครับ หายใจเข้าลึกๆ สัก 2-3 ครั้ง แล้วบอกตัวเองว่า ‘ใจเย็นๆ’ เพราะการตัดสินใจที่ขาดสติอาจนำไปสู่อุบัติเหตุซ้ำซ้อนหรือการเสียเปรียบได้
- เปิดไฟฉุกเฉิน (Hazard Lights) ทันที: นี่คือสัญญาณสากลเพื่อเตือนให้รถคันหลังทราบว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นข้างหน้า ช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกชนซ้ำได้มาก
- จอดรถให้นิ่ง: อย่าเพิ่งรีบขยับรถถ้ายังไม่แน่ใจสถานการณ์รอบข้าง
2. สำรวจความปลอดภัยและประเมินความเสียหาย
เมื่อตั้งสติได้แล้ว ให้ประเมินสถานการณ์โดยเริ่มจากความปลอดภัยของคนก่อนเสมอครับ
- เช็คตัวเองและผู้โดยสาร: มีใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่? ถ้ามีคนเจ็บหนัก ห้ามเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเด็ดขาด ให้รีบโทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ทันที
- มองรอบตัวก่อนลงจากรถ: ใช้กระจกมองข้างและกระจกมองหลังเพื่อดูว่าการจราจรเป็นอย่างไร การพรวดพราดลงไปจากรถบนทางด่วนอันตรายอย่างยิ่งครับ รอให้แน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงค่อยลงไป
- ประเมินความเสียหายของรถ: ดูความเสียหายของรถเราและคู่กรณีคร่าวๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแจ้งเจ้าหน้าที่
3. โทร! แจ้งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
บนทางด่วนมีหน่วยงานที่พร้อมช่วยเหลือคุณอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง การรู้เบอร์โทรศัพท์ที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด บันทึกเบอร์เหล่านี้ไว้ในมือถือเลยครับ
- ตำรวจทางหลวง: 1193 (เบอร์หลักที่ต้องโทรเป็นอันดับแรกเสมอ)
- M-Flow Call Center / กรมทางหลวง: 1586 (สำหรับแจ้งเหตุบนมอเตอร์เวย์โดยเฉพาะ)
- ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน: 1669 (กรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บ)
- บริษัทประกันภัยของคุณ: เบอร์ Hotline ที่อยู่บนกรมธรรม์หรือสติกเกอร์หน้ารถ โทรแจ้งเหตุทันทีเพื่อให้พนักงานเคลม (Surveyor) เดินทางมายังที่เกิดเหตุ

4. เก็บหลักฐานให้มากที่สุด (เท่าที่ทำได้อย่างปลอดภัย)
หลักฐานในที่เกิดเหตุคือหัวใจสำคัญของการเคลมประกัน หากสถานการณ์ปลอดภัยพอที่จะทำได้ ให้ใช้โทรศัพท์มือถือของคุณเก็บภาพหลักฐานต่างๆ ไว้ให้มากที่สุด
- ถ่ายภาพมุมกว้าง: ให้เห็นสภาพถนน เส้นจราจร และตำแหน่งของรถทั้งสองคัน
- ถ่ายภาพความเสียหาย: ถ่ายเจาะเฉพาะจุดที่รถของคุณและคู่กรณีได้รับความเสียหาย
- ถ่ายภาพป้ายทะเบียน: ทั้งรถเราและรถคู่กรณี
- ถ่ายเอกสาร: หากสามารถแลกใบขับขี่หรือกรมธรรม์กับคู่กรณีได้ ให้ถ่ายภาพเก็บไว้
นาทีนี้ ใครมี กล้องติดรถยนต์ จะได้เปรียบมากครับ เพราะไฟล์วิดีโอคือหลักฐานชั้นดีที่สามารถบอกเล่าเหตุการณ์ได้ทั้งหมดโดยที่เราไม่ต้องเถียงอะไรเลย
5. เคลื่อนรถเข้าไหล่ทางซ้าย… ปลดล็อกถนนให้ส่วนรวม
หากอุบัติเหตุเป็นเพียงเล็กน้อย ไม่มีผู้บาดเจ็บ และคุณกับคู่กรณีสามารถตกลงกันได้เบื้องต้น หลังจากถ่ายรูปเก็บหลักฐานแล้ว สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการเคลื่อนรถทั้งสองคันไปจอดที่ไหล่ทางด้านซ้ายสุด เพื่อเปิดช่องทางการจราจรให้รถคันอื่นสามารถสัญจรไปได้ตามปกติ
การจอดรถขวางอยู่กลางถนนไม่เพียงแต่ทำให้เกิดปัญหารถติดมหาศาล แต่ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนอีกด้วย แต่หากมีผู้บาดเจ็บ หรือรถเสียหายหนักจนขับเคลื่อนไม่ได้ ห้ามเคลื่อนย้ายรถเด็ดขาด ให้รอเจ้าหน้าที่มาจัดการครับ
6. เจรจากับคู่กรณี และรอพนักงานเคลม
ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานเคลม ให้พูดคุยกับคู่กรณีด้วยความสุภาพ หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์หรือการกล่าวโทษกันไปมา ที่สำคัญคือ ‘อย่าเพิ่งยอมรับผิด’ หากคุณไม่แน่ใจในสถานการณ์ 100% ให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และพนักงานเคลมในการพิจารณา
จากประสบการณ์ที่ลูกค้าของเราเคยเจอเคสบนทางด่วน สิ่งที่พลาดกันบ่อยคือการรีบยอมรับผิดทั้งที่ยังไม่แน่ใจครับ ให้ข้อมูลตามจริงกับพนักงานเคลมดีที่สุด เพราะเขามีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของเราอยู่แล้ว
7. เข้าสู่กระบวนการเคลมประกันรถยนต์
เมื่อพนักงานเคลมมาถึง เขาจะเข้ามาตรวจสอบความเสียหายและออก ‘ใบหลักฐานในการติดต่อค่าเสียหาย’ หรือที่เรียกกันว่า ‘ใบเคลม’ ให้กับฝ่ายที่ถูกต้อง หรือออกให้ทั้งสองฝ่ายในกรณีที่ต้องรอการพิสูจน์หรือประมาทร่วม
หลังจากนี้คือขั้นตอนการนำรถเข้าซ่อม โดยคุณจะได้รับเลขเคลม (Claim Number) เพื่อใช้ติดต่อกับศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมในเครือของบริษัทประกันต่อไป ซึ่งคุณสามารถเลือกได้ว่าจะซ่อมอู่หรือซ่อมศูนย์ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ของคุณ
เรื่องของการเคลมประกันมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ซึ่งประกันบางประเภทยังให้ความคุ้มครองที่แตกต่างกันไป อ่านเพิ่มเติม: จากโศกนาฏกรรมบนท้องถนน: ประกันระบุชื่อผู้ขับขี่ ฮีโร่ในยามคับขันของครอบครัว
สรุป: เตรียมพร้อมดี มีสติ ไม่หัวร้อน
อุบัติเหตุบนทางด่วน M-Flow เป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัวจนทำอะไรไม่ถูก การทำตาม 7 ขั้นตอนที่เราแนะนำในวันนี้ จะช่วยให้คุณผ่านสถานการณ์ที่เลวร้ายไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุดครับ
สิ่งสำคัญคือการมีสติ การรู้ลำดับขั้นตอน และการมีประกันรถยนต์ที่ไว้ใจได้คอยดูแลคุณ แค่นี้… ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนท้องถนน คุณก็พร้อมรับมือได้อย่างแน่นอน
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ มีประสบการณ์เฉี่ยวชนบนทางด่วนแล้วรับมือกันอย่างไรบ้าง? หรือมีเคล็ดลับอื่นๆ อยากจะแชร์กันไหมครับ? คอมเมนต์พูดคุยกันได้เลยนะ!
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 26 มี.ค. 2569 เวลา 06:46 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment