ข่าวเรื่อง ขั้นตอนรับความช่วยเหลือหลังอุบัติเหตุทางจราจร ที่อาจได้รับเงินช่วยเหลือภายใน 10-12 วัน กำลังทำให้หลายคนสนใจมากขึ้น เพราะเมื่อเกิดเหตุจริง ทุกนาทีมีความหมาย แต่ตัวเลขวันจ่ายเงินอาจแตกต่างกันไปตามชนิดความเสียหาย เอกสาร และเงื่อนไขของหน่วยงานหรือบริษัทประกัน
สิ่งสำคัญกว่าการจำจำนวนวัน คือการรู้ว่าเราควรเริ่มจากตรงไหน ใครต้องโทรหา และต้องเก็บหลักฐานอะไรไว้บ้าง บทความนี้จึงสรุป 4 ขั้นตอนแบบเข้าใจง่าย เหมาะกับคนขับรถในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และทุกคนที่อยากเตรียมตัวไว้ก่อนเกิดเหตุ
ก่อนอื่น ตั้งสติและดูความปลอดภัย
อุบัติเหตุทำให้ตกใจได้มาก บางคนมือสั่น คิดอะไรไม่ออก หรือรีบลงจากรถโดยไม่ดูรถคันอื่น สิ่งแรกที่ควรทำคือหายใจลึก ๆ แล้วมองรอบตัว
- ถ้ามีคนเจ็บ ให้โทรสายด่วน 1669 หรือหน่วยฉุกเฉินในพื้นที่ทันที
- ถ้าอยู่บนถนนที่รถวิ่งเร็ว ให้เปิดไฟฉุกเฉินและออกจากจุดเสี่ยงเมื่อทำได้อย่างปลอดภัย
- อย่าเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ หากไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้อาการหนักขึ้น
- อย่ารีบยอมรับผิดหรือเซ็นเอกสารใด ๆ หากยังไม่เข้าใจรายละเอียด
จำไว้ว่าการช่วยชีวิตมาก่อนเรื่องเคลมเสมอ เมื่อทุกคนปลอดภัยแล้ว จึงค่อยจัดการเรื่องประกันและหลักฐานต่อ
1. แจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือให้เร็ว
หลังเกิดเหตุ ให้โทรแจ้งบริษัทประกันภัยตามเบอร์ที่อยู่บนหน้าตารางกรมธรรม์หรือสติกเกอร์ประกัน อย่ารอจนกลับถึงบ้าน เพราะรายละเอียดในที่เกิดเหตุจะชัดที่สุดในช่วงแรก
ข้อมูลที่ควรบอกเจ้าหน้าที่
- ชื่อผู้แจ้งและเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้
- ทะเบียนรถ ยี่ห้อรถ และเลขกรมธรรม์ถ้ามี
- จุดเกิดเหตุ เช่น ถนนอะไร ใกล้แยกหรือสถานที่ใดในกรุงเทพฯ
- เวลาโดยประมาณและลักษณะการชน
- มีผู้บาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหายหรือไม่
- รถยังขับต่อได้หรือควรเรียกรถลาก
พูดตามข้อเท็จจริง ไม่ต้องเดา และไม่ต้องแต่งเรื่องให้ดูดี เจ้าหน้าที่จะถามคำถามเพื่อประเมินว่าจะส่งพนักงานสำรวจภัยหรือแนะนำให้ทำอย่างไรต่อ
ถ้ามีคู่กรณี ให้แลกชื่อ เบอร์โทร ทะเบียนรถ และข้อมูลบริษัทประกันของอีกฝ่าย ถ้าคู่กรณีไม่ยอมให้ข้อมูลหรือมีการโต้เถียงรุนแรง ควรโทรแจ้งตำรวจในพื้นที่ และหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน
2. เก็บหลักฐานให้ครบก่อนแยกย้าย
ภาพถ่ายและวิดีโอช่วยเล่าเหตุการณ์แทนเราได้ดี โดยเฉพาะตอนที่รถถูกย้ายออกจากจุดชนแล้ว ให้ถ่ายภาพทันทีที่ปลอดภัย
- ถ่ายรถทุกคันจากระยะไกล ให้เห็นตำแหน่งและสภาพถนน
- ถ่ายป้ายทะเบียนรถคู่กรณีและรอยเสียหายใกล้ ๆ
- ถ่ายสัญญาณไฟจราจร ป้ายเตือน เส้นถนน และสิ่งกีดขวาง
- บันทึกภาพบริเวณรอบ ๆ เช่น กล้องวงจรปิด ร้านค้า หรือพยานที่เห็นเหตุการณ์
- จดชื่อและเบอร์ติดต่อของพยาน หากพยานสะดวกให้ข้อมูล
- เก็บใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษา และเอกสารจากโรงพยาบาล
ถ้ารถมีกล้องติดรถยนต์ ให้สำรองไฟล์ทันที เพราะกล้องบางรุ่นบันทึกทับไฟล์เก่าเร็วมาก อย่าปล่อยให้คลิปสำคัญหายไป หากกำลังมองหาอุปกรณ์ช่วยบันทึกเหตุการณ์บนถนน อาจพิจารณา กล้องติดรถยนต์ ที่เหมาะกับรถและงบประมาณของคุณ

หลักฐานที่ดีไม่ใช่การถ่ายทุกอย่างแบบสับสน แต่คือภาพที่ตอบคำถามได้ว่า รถอยู่ตรงไหน ชนกันอย่างไร และความเสียหายเกิดขึ้นจริงหรือไม่
3. เตรียมเอกสารและตรวจสิทธิ์ความคุ้มครอง
เอกสารแต่ละเคสอาจไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเคลมรถยนต์ เคลมผู้บาดเจ็บ หรือเรียกค่าเสียหายจากคู่กรณี แต่การเตรียมเอกสารพื้นฐานไว้จะช่วยลดการเดินทางและการรอคอย
เอกสารที่มักต้องใช้สำหรับความเสียหายของรถ
- บัตรประชาชนของผู้เอาประกันหรือผู้ขับขี่
- ใบขับขี่ของผู้ขับขี่ในวันที่เกิดเหตุ
- สำเนาทะเบียนรถ
- หน้าตารางกรมธรรม์หรือเลขกรมธรรม์
- ใบเคลมหรือเอกสารรับแจ้งเหตุจากบริษัทประกัน
- ภาพถ่ายความเสียหายและหลักฐานจากที่เกิดเหตุ
เอกสารกรณีมีผู้บาดเจ็บ
ควรเก็บบัตรประชาชน ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จค่ารักษา และเอกสารการนอนโรงพยาบาลให้ครบ หากมีการหยุดงาน อาจต้องใช้เอกสารรับรองรายได้หรือหนังสือรับรองจากนายจ้างประกอบการพิจารณา
ผู้ประสบภัยจากรถอาจมีสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งเป็นความคุ้มครองพื้นฐานสำหรับผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ ส่วนประกันภาคสมัครใจ เช่น ชั้น 1 ชั้น 2+ หรือชั้น 3 จะมีความคุ้มครองเพิ่มเติมตามแผนที่ซื้อไว้
อย่าคิดว่ามีประกันแล้วจะเคลมได้ทุกอย่างทันที ควรอ่านเงื่อนไขเรื่องผู้ขับขี่ ใบขับขี่ การใช้รถ และค่าเสียหายส่วนแรกด้วย เช่น บางกรมธรรม์อาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเมื่อไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ หรือเมื่อผู้ขับขี่ไม่ตรงตามที่แจ้งไว้
อ่านเพิ่มเติม: จากโศกนาฏกรรมบนท้องถนน: ประกันระบุชื่อผู้ขับขี่ ฮีโร่ในยามคับขันของครอบครัว
ถ้าไม่แน่ใจว่าเอกสารใดใช้แทนกันได้หรือไม่ ให้ถามบริษัทประกันหรือนายหน้าก่อน อย่าถ่ายเอกสารหลายชุดโดยไม่จำเป็น และอย่าส่งเอกสารต้นฉบับให้ใครโดยไม่มีหลักฐานการรับ
4. ติดตามการเคลมและเงินชดเชยอย่างเป็นระบบ
เมื่อแจ้งเหตุและส่งเอกสารแล้ว ให้ขอเลขที่เคลม ชื่อเจ้าหน้าที่ และช่องทางติดต่อโดยตรง เก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ในโทรศัพท์หรือสมุดเล่มเล็ก เพื่อใช้ติดตามได้ง่าย
คำถามที่ควรถามเมื่อโทรติดตาม
- ตอนนี้เคสอยู่ในขั้นตอนไหน
- เอกสารครบแล้วหรือยัง
- ต้องส่งเอกสารเพิ่มหรือไม่ และส่งผ่านช่องทางใด
- รถจะเข้าซ่อมที่ไหน ใช้เวลาประมาณกี่วัน
- เงินชดเชยจะจ่ายให้ใคร และจ่ายด้วยวิธีใด
- มีรายการใดที่ไม่อยู่ในความคุ้มครองหรือไม่
ข่าวที่ระบุว่าอาจได้รับเงินภายใน 10-12 วัน เป็นข้อมูลที่ช่วยให้เห็นภาพระยะเวลา แต่ไม่ใช่กำหนดเดียวกันสำหรับทุกกรณี ระยะเวลาจริงอาจขึ้นกับความครบของเอกสาร การพิสูจน์ความรับผิด การตรวจสภาพรถ การพิจารณาค่ารักษา และการตกลงกับคู่กรณี
หากบริษัทขอเอกสารเพิ่ม ควรส่งให้เร็วและเก็บหลักฐานการส่งไว้ เช่น ภาพหน้าจออีเมลหรือเลขรับเอกสาร ถ้ารอนานผิดปกติ ให้ติดต่อบริษัทก่อน จากนั้นจึงขอคำแนะนำจากนายหน้า หรือสอบถามสำนักงาน คปภ. ในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสิทธิผู้เอาประกัน
เรื่องที่หลายคนมักพลาดหลังเกิดเหตุ
พลาดที่หนึ่ง รีบซ่อมรถก่อนบริษัทตรวจสอบ การนำรถไปซ่อมเองอาจทำให้บริษัทตรวจสอบสภาพเดิมได้ยาก ควรแจ้งบริษัทและรอคำแนะนำก่อน เว้นแต่เป็นการแก้ไขฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย
พลาดที่สอง ลบแชตหรือคลิปจากกล้อง ข้อความและคลิปอาจช่วยยืนยันเวลาและลำดับเหตุการณ์ เก็บต้นฉบับไว้ และอย่าตัดต่อไฟล์จนไม่เหลือข้อมูลสำคัญ
พลาดที่สาม เซ็นยอมความโดยยังไม่รู้ผลกระทบ เอกสารยอมรับผิดหรือยุติข้อเรียกร้องบางชนิดอาจมีผลต่อสิทธิในภายหลัง หากอ่านแล้วไม่เข้าใจ ให้ถามเจ้าหน้าที่หรือนายหน้าก่อนเซ็น
พลาดที่สี่ ไม่ตรวจวันหมดอายุของกรมธรรม์ หลังเคลมเสร็จ ควรตรวจว่าประกันภาคสมัครใจและ พ.ร.บ. ยังมีผลถึงวันไหน เพราะการขับรถต่อโดยไม่มีความคุ้มครองอาจทำให้ต้องรับภาระเอง
ประสบการณ์จากหน้างานที่ควรจำ
จากประสบการณ์ที่ลูกค้าหลายคนเคยเจอ เคสที่เคลมติดขัดมักไม่ได้เกิดจากความเสียหายซับซ้อน แต่เกิดจากการไม่มีภาพจุดเกิดเหตุ ไม่มีเลขที่เคลม หรือส่งเอกสารไม่ครบตั้งแต่ต้น การจดข้อมูลไว้ทันทีจึงช่วยประหยัดเวลาได้มาก
ในมุมมองของนายหน้าประกันภัย สิ่งที่ควรระวังที่สุดคือการสื่อสารไม่ตรงกัน ให้เล่าเหตุการณ์ตามจริงทุกครั้ง และเก็บหลักฐานการติดต่อไว้ เพราะข้อมูลที่ชัดเจนช่วยให้ทุกฝ่ายตัดสินใจได้เร็วและเป็นธรรมขึ้น
เช็กลิสต์สั้น ๆ หลังรถชน
- ปลอดภัยแล้วหรือยัง มีคนเจ็บหรือไม่
- โทร 1669 หรือตำรวจเมื่อจำเป็น
- แจ้งบริษัทประกันทันที
- ถ่ายภาพรถ ถนน ป้าย และหลักฐานรอบตัว
- แลกข้อมูลกับคู่กรณีและพยาน
- ขอเลขที่เคลมและชื่อเจ้าหน้าที่
- เตรียมบัตรประชาชน ใบขับขี่ ทะเบียนรถ และเอกสารรักษา
- ติดตามผลเป็นระยะจนได้รับรถหรือเงินชดเชย
ถ้าเคยเจออุบัติเหตุบนถนน คุณใช้วิธีไหนในการจัดการเรื่องเคลมให้ผ่านไปได้ง่ายขึ้น? แบ่งปันประสบการณ์ไว้ในช่องความคิดเห็นได้นะ เรื่องเล็ก ๆ จากคุณอาจช่วยให้คนอื่นตั้งสติได้ในวันที่เจอสถานการณ์เดียวกัน
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 19 ส.ค. 2569 เวลา 19:24 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment