ข่าวอุบัติเหตุใหญ่เมื่อรถบรรทุก 18 ล้อชนรถสิบล้อ จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 3 คน ทำให้หลายครอบครัวใจหาย เหตุการณ์แบบนี้เตือนให้เรารู้ว่า ขั้นตอนเรียกร้องค่าสินไหมอุบัติเหตุรถบรรทุก เป็นเรื่องที่ควรรู้ไว้ก่อนเกิดเหตุ เพราะเมื่อมีคนเจ็บหรือสูญเสีย ทุกนาทีมีความหมาย
ถ้าคุณหรือคนในครอบครัวอยู่ในเหตุรถบรรทุกชนกัน สิ่งแรกไม่ใช่การรีบหาคนผิด แต่คือการพาทุกคนออกจากอันตราย และขอความช่วยเหลืออย่างถูกต้อง ตั้งสติ แล้วทำตามขั้นตอนด้านล่างทีละข้อ
1. ดูความปลอดภัยก่อนลงจากรถ
รถบรรทุกมีขนาดใหญ่และอาจมีน้ำมันหรือสินค้าหล่นบนถนน หลังชนกันจึงอาจเกิดเหตุซ้ำได้ง่าย หากยังมีรถวิ่งผ่าน อย่าเพิ่งเดินลงไปกลางถนน ให้เปิดไฟฉุกเฉิน และอยู่ในจุดที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่ทำได้
- โทรแจ้งเหตุฉุกเฉินที่ 191 หากมีอันตรายหรือการจราจรติดขัดหนัก
- โทรแจ้งกู้ชีพ 1669 เมื่อมีผู้บาดเจ็บ
- แจ้งดับเพลิง 199 หากมีไฟไหม้ ควัน หรือสารอันตราย
- อย่าเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่อาจมีอาการคอหรือหลังบาดเจ็บ เว้นแต่มีอันตรายใกล้ตัว
- อย่าเข้าใกล้รถที่มีน้ำมันรั่ว สายไฟขาด หรือสินค้าหล่นโดยไม่แน่ใจว่าปลอดภัย
เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง ให้บอกข้อมูลสั้น ๆ เช่น จุดเกิดเหตุ จำนวนผู้บาดเจ็บ และลักษณะอันตรายที่เห็น การให้ข้อมูลชัดเจนช่วยให้ทีมกู้ภัยเตรียมอุปกรณ์ได้เหมาะสม
2. แจ้งบริษัทประกันให้เร็วที่สุด
หลังผู้บาดเจ็บได้รับการช่วยเหลือแล้ว ให้โทรแจ้งบริษัทประกันของรถที่เกี่ยวข้องทันที เบอร์แจ้งเหตุอยู่บนกรมธรรม์ บัตรประกัน หรือแอปของบริษัท หากไม่รู้ว่ารถคันใดทำประกันไว้ ให้ถ่ายภาพเอกสารที่เห็นได้ และขอข้อมูลจากคนขับหรือเจ้าหน้าที่
ตอนแจ้งเหตุ ควรบอกข้อมูลต่อไปนี้
- วัน เวลา และตำแหน่งที่เกิดเหตุ
- ทะเบียนรถและประเภทรถที่เกี่ยวข้อง
- จำนวนผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตที่ทราบในขณะนั้น
- ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของผู้แจ้ง
- สถานีตำรวจหรือโรงพยาบาลที่รับผิดชอบ
อย่าเพิ่งเซ็นเอกสารยอมรับผิด หรือรับเงินเพื่อจบเรื่องทันที หากยังไม่เข้าใจรายละเอียด เพราะการตัดสินใจเร็วเกินไปอาจทำให้สิทธิในการเรียกร้องภายหลังไม่ชัดเจน คุณสามารถขอเวลาตรวจสอบข้อมูลและปรึกษาบริษัทประกันก่อนได้
3. เก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ
หลักฐานช่วยให้บริษัทประกันและเจ้าหน้าที่เห็นภาพเหตุการณ์ได้ใกล้เคียงความจริงที่สุด ถ้าปลอดภัย ให้ถ่ายภาพจากระยะไกลก่อน แล้วค่อยเก็บภาพใกล้ ๆ โดยไม่กีดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่
- ภาพตำแหน่งรถทุกคันและทิศทางการชน
- ภาพทะเบียนรถ รอยชน เศษชิ้นส่วน และรอยเบรก
- ภาพสภาพถนน ป้ายจราจร ไฟส่องสว่าง และสภาพอากาศ
- ภาพบาดแผลหรือทรัพย์สินที่เสียหาย โดยเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้บาดเจ็บ
- ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของพยานที่เห็นเหตุการณ์
- คลิปจากกล้องหน้ารถ กล้องวงจรปิด หรือโทรศัพท์มือถือ
อุปกรณ์อย่าง กล้องติดรถยนต์ อาจช่วยบันทึกภาพก่อนและระหว่างเหตุได้ แต่ควรติดตั้งให้ไม่บังทัศนวิสัย และไม่ควรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายขณะอยู่ในจุดอันตราย

4. เข้าใจสิทธิจากประกันและ พ.ร.บ.
ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถยนต์อาจมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจาก พ.ร.บ. รถยนต์ โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด ทั้งนี้ จำนวนเงินและเงื่อนไขขึ้นอยู่กับกฎหมายและเอกสารของแต่ละกรณี จึงควรสอบถามบริษัทประกันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
นอกจาก พ.ร.บ. แล้ว ยังอาจมีสิทธิจากประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ เช่น ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความคุ้มครองผู้โดยสาร หรือความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล หากผู้บาดเจ็บมีประกันอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตของตนเอง ก็ควรแจ้งบริษัทนั้นด้วย เพราะแต่ละกรมธรรม์อาจจ่ายตามเงื่อนไขของตัวเอง
กรณีเสียชีวิต ครอบครัวควรเก็บใบมรณบัตร เอกสารยืนยันความสัมพันธ์ สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารจากตำรวจไว้ให้ครบ หากเป็นผู้มีรายได้ อาจต้องใช้เอกสารรายได้หรือหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศพ เพื่อประกอบการพิจารณาค่าสินไหม
อ่านเพิ่มเติม: จากข่าวเศร้า…สู่การให้ที่ยิ่งใหญ่: ประกันอุบัติเหตุช่วยบรรเทาภาระในวันที่ไม่คาดฝันได้อย่างไร
5. ยื่นเอกสารเคลมอย่างไรไม่ให้สะดุด
การยื่นค่าสินไหมควรทำผ่านช่องทางที่บริษัทประกันแจ้งไว้ และขอเลขที่เคลมทุกครั้ง เพื่อใช้ติดตามเรื่องภายหลัง ก่อนส่งเอกสาร ให้ถ่ายรูปหรือสแกนเก็บไว้เป็นชุดของตัวเอง
เอกสารที่มักต้องใช้
- สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้เรียกร้อง
- สำเนาทะเบียนรถและกรมธรรม์ที่เกี่ยวข้อง
- ใบรับรองแพทย์ ใบเสร็จ และใบสรุปค่าใช้จ่ายจากโรงพยาบาล
- บันทึกประจำวันหรือเอกสารจากพนักงานสอบสวน
- ใบมรณบัตรและเอกสารรับรองความสัมพันธ์ กรณีเสียชีวิต
- หลักฐานความเสียหายของรถหรือทรัพย์สิน
บางเอกสารอาจแตกต่างกันตามประเภทประกัน ผู้เอาประกัน และลักษณะความเสียหาย หากบริษัทขอเอกสารเพิ่ม ให้ถามว่าใช้เพื่อยืนยันเรื่องใด และต้องส่งภายในวันไหน การสื่อสารแบบนี้ช่วยลดการส่งเอกสารซ้ำ
6. หากบริษัทประกันยังไม่จ่ายหรือเห็นต่าง
เริ่มจากขอคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเหตุใดจึงยังพิจารณาไม่ได้ หรือเหตุใดจึงไม่จ่ายตามจำนวนที่ขอ จากนั้นตรวจเงื่อนไขในกรมธรรม์และรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม อย่าลืมจดชื่อเจ้าหน้าที่ วันที่ติดต่อ และเลขที่อ้างอิงทุกครั้ง
หากยังตกลงกันไม่ได้ สามารถขอคำปรึกษาหรือยื่นเรื่องต่อสำนักงาน คปภ. ผ่านช่องทางที่สำนักงานกำหนด การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บหลายคน หรือมีรถหลายคันเกี่ยวข้อง
จากประสบการณ์ที่ลูกค้าหลายคนเคยเจอ สิ่งที่ทำให้เคลมล่าช้าที่สุดไม่ใช่การไม่มีสิทธิ แต่คือการเก็บเอกสารไม่ครบและจำลำดับเหตุการณ์ไม่ได้ จึงควรทำแฟ้มเดียวเก็บทุกอย่างตั้งแต่วันแรก
วางแผนก่อนเกิดเหตุ ช่วยครอบครัวได้มาก
ลองตรวจกรมธรรม์ของรถที่บ้านปีละครั้งว่าใครเป็นผู้รับผลประโยชน์ คุ้มครองผู้โดยสารหรือไม่ และมีเบอร์ติดต่อฉุกเฉินอยู่ตรงไหน นอกจากนี้ ควรบอกคนในครอบครัวว่าบัตรประชาชน กรมธรรม์ และข้อมูลประกันเก็บไว้ที่ใด
สำหรับผู้ใช้รถบรรทุกหรือรถที่เดินทางไกล ควรตรวจเบรก ยาง ไฟส่องสว่าง และน้ำหนักบรรทุกก่อนออกเดินทาง ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ และพักเมื่อรู้สึกล้า ความปลอดภัยที่ดีช่วยลดทั้งความสูญเสียและความยุ่งยากในการเคลม
อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว แต่การเตรียมข้อมูลไว้ล่วงหน้าช่วยให้เราดูแลคนที่รักได้เร็วขึ้น หากวันนี้คุณมีรถหรือมีคนในบ้านต้องเดินทางไกล ลองเช็กกรมธรรม์และเบอร์แจ้งเหตุไว้เลย คุณคิดว่าครอบครัวของคุณพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินแล้วหรือยัง? แบ่งปันความคิดเห็นหรือประสบการณ์ไว้ในช่องคอมเมนต์ได้เลย
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 20 ก.ค. 2569 เวลา 12:11 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment