เช้าวันที่การจราจรหนาแน่นบนทางด่วนมอเตอร์เวย์ คงไม่มีใครอยากให้ภาพข่าวอุบัติเหตุรถชนจนท้ายแถวสะสมยาวเหยียดที่ กม.8+900 เมื่อเช้าวันที่ 19 มีนาคม 2569 เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ในเมื่ออุบัติเหตุเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ คำถามสำคัญจึงผุดขึ้นมาในใจว่า ถ้าหนึ่งในรถที่ติดอยู่ตรงนั้นคือเรา หรือเลวร้ายกว่านั้น…คือเราที่เป็นส่วนหนึ่งของอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่ควรนึกถึงคืออะไร? หลายคนอาจกังวลเรื่องรถ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือร่างกายและชีวิต และนั่นทำให้เกิดคำถามที่คนค้นหากันมากที่สุดคือ รถชนบนมอเตอร์เวย์ พ.ร.บ. คุ้มครองไหม และเราจะใช้สิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลได้อย่างไร?
บทความนี้จะเปลี่ยนความกังวลของคุณให้กลายเป็นความเข้าใจ เราจะมาเจาะลึกทุกขั้นตอนการเบิก พ.ร.บ. รถยนต์ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นบนมอเตอร์เวย์ ทางด่วน หรือถนนเส้นไหนก็ตาม
พ.ร.บ. คืออะไร? ทำไมรถทุกคันต้องมี
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “พ.ร.บ.” หรือชื่อเต็มๆ คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 คือประกันภัยภาคบังคับที่กฎหมายกำหนดให้รถยนต์ทุกคันต้องมี หากไม่มีหรือขาดต่อ จะมีโทษปรับและไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ประจำปีได้
หัวใจหลักของ พ.ร.บ. ไม่ได้มีไว้เพื่อซ่อมรถ แต่มีไว้เพื่อ “ซ่อมคน” ครับ พูดง่ายๆ คือเป็นหลักประกันพื้นฐานที่รัฐมอบให้ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ จะต้องได้รับการดูแลรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิดในเบื้องต้น
อุบัติเหตุบนมอเตอร์เวย์ พ.ร.บ. คุ้มครองครอบคลุมแค่ไหน?
คำตอบที่ชัดเจนและยืนยันได้เลยคือ “คุ้มครองแน่นอน 100%” ครับ
พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุที่เกิดจากรถในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นถนนหลวง ถนนในซอย ตรอกซอกซอย รวมถึงทางพิเศษอย่าง “มอเตอร์เวย์” และ “ทางด่วน” ด้วย โดยแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ:
1. ค่าเสียหายเบื้องต้น (เบิกได้ทันที ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด)
นี่คือสิทธิ์แรกที่ผู้ประสบภัยทุกคนจะได้รับทันทีภายใน 7 วันหลังยื่นเอกสารครบถ้วน โดยไม่ต้องรอผลคดีว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิด เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ประกอบด้วย:
- ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท/คน
- กรณีสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพถาวร หรือเสียชีวิต: ได้รับเงินชดเชย 35,000 บาท/คน
2. ค่าสินไหมทดแทนส่วนเกิน (สำหรับ ‘ฝ่ายถูก’ เท่านั้น)
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์และชี้ชัดได้แล้วว่าใครเป็นฝ่ายประมาท (ฝ่ายผิด) ผู้ประสบภัยที่เป็น “ฝ่ายถูก” จะมีสิทธิ์เบิกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากบริษัทประกันของรถฝ่ายผิดได้อีก ซึ่งวงเงินความคุ้มครองจะสูงขึ้นมาก ดังนี้:
- ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริง เพิ่มเติมจากค่าเสียหายเบื้องต้น รวมแล้วสูงสุดไม่เกิน 80,000 บาท/คน
- กรณีสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร: วงเงินชดเชย 200,000 – 500,000 บาท/คน (ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง)
- กรณีเสียชีวิต: ทายาทจะได้รับเงินชดเชย 500,000 บาท/คน
- เงินชดเชยรายวัน: กรณีต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (ผู้ป่วยใน) จะได้รับเงินชดเชยวันละ 200 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 วัน

เปิดคู่มือ! ขั้นตอนการเบิก พ.ร.บ. แบบจับมือทำ
เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง หลายคนอาจจะตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ลองตั้งสติและทำตามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ครับ
ขั้นตอนที่ 1: ตั้งสติและรวบรวมหลักฐาน ณ ที่เกิดเหตุ
สิ่งแรกคือความปลอดภัยของตัวเองและผู้ร่วมทาง หากบาดเจ็บให้รีบขอความช่วยเหลือ แต่ถ้ายังพอขยับได้ ให้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเท่าที่ทำได้ เช่น:
- ถ่ายรูปที่เกิดเหตุ สภาพความเสียหายของรถ และป้ายทะเบียนรถคู่กรณี
- แลกข้อมูลติดต่อกับคู่กรณี (ชื่อ, เบอร์โทร, บริษัทประกัน)
- โทรแจ้งตำรวจ (191) และบริษัทประกันภัยของคุณทันที
ขั้นตอนที่ 2: เข้ารับการรักษาพยาบาลโดยเร็วที่สุด
ไม่ต้องลังเลที่จะไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด แม้จะรู้สึกว่าเจ็บไม่มากก็ตาม เพราะอาการบางอย่างอาจแสดงผลในภายหลัง แจ้งกับทางโรงพยาบาลว่า “ขอใช้สิทธิ์เบิก พ.ร.บ.” ซึ่งโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีระบบติดต่อกับบริษัทประกันเพื่อตั้งเบิกโดยตรง ทำให้คุณอาจไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน (หรือจ่ายแค่ส่วนต่าง)
ขั้นตอนที่ 3: แจ้งความเพื่อรับบันทึกประจำวัน
เอกสารชิ้นสำคัญที่สุดในการเบิกค่าสินไหมทดแทนส่วนเกินคือ “บันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี” จากสถานีตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ ตำรวจจะทำการสอบสวนและสรุปว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ซึ่งเอกสารนี้จะเป็นเครื่องยืนยันสิทธิ์ของคุณ
เอกสารที่ต้องเตรียมให้พร้อม (ครบ จบ ไม่ต้องไปหลายรอบ)
การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจะช่วยให้กระบวนการเบิกค่าสินไหมรวดเร็วขึ้นมาก
กรณีบาดเจ็บ (ยื่นเบิกค่ารักษาพยาบาล)
- สำเนาบัตรประชาชน หรือเอกสารยืนยันตัวตนอื่นๆ ของผู้ประสบภัย
- ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล (ฉบับจริง)
- ใบรับรองแพทย์
กรณีเสียชีวิต (ทายาทเป็นผู้ยื่น)
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบภัยและทายาทโดยธรรม
- ใบมรณบัตร (ฉบับจริง)
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประสบภัยและทายาท
- บันทึกประจำวันของตำรวจที่ระบุสาเหตุการเสียชีวิต
- เอกสารยืนยันความเป็นทายาท เช่น ทะเบียนสมรส, สูติบัตร
แน่นอนว่า พ.ร.บ. คือความคุ้มครองพื้นฐานที่สำคัญ แต่หากอุบัติเหตุมีความรุนแรง วงเงินอาจไม่เพียงพอ การมีประกันภัยภาคสมัครใจอย่างประกันชั้น 1, 2+ หรือ 3+ จะเข้ามาช่วยดูแลค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าซ่อมรถ ซึ่งมีรายละเอียดและขั้นตอนการจัดการที่แตกต่างกันไป
อ่านเพิ่มเติม: หมดใจกับ ‘ประกันชั้น 1’ : ถอนตัวอย่างไร…ให้ไม่เหลือรอย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการเบิก พ.ร.บ.
ถาม: รถคู่กรณีไม่มี พ.ร.บ. หรือ พ.ร.บ. ขาด จะเบิกกับใคร?
ตอบ: ไม่ต้องกังวลครับ ในกรณีนี้ผู้ประสบภัยยังสามารถเบิก “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ได้จาก “กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย” ซึ่งดูแลโดยสำนักงาน คปภ. ส่วนเจ้าของรถที่ พ.ร.บ. ขาด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ถาม: ต้องยื่นเรื่องเบิก พ.ร.บ. ภายในกี่วัน?
ตอบ: ผู้ประสบภัยหรือทายาทต้องยื่นเรื่องขอรับค่าเสียหายภายใน 180 วัน นับจากวันที่เกิดเหตุ
ถาม: ยื่นเบิกได้ที่ไหนบ้าง?
ตอบ: สามารถยื่นได้ที่บริษัทประกันภัยของรถคันที่เอาประกัน (ทั้งฝ่ายเราและคู่กรณี) หรือยื่นผ่าน บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ซึ่งมีสาขาให้บริการทั่วประเทศ
อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่การเตรียมตัวและรู้สิทธิ์ของตัวเอง โดยเฉพาะสิทธิ์พื้นฐานจาก พ.ร.บ. จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและทำให้คุณผ่านสถานการณ์เลวร้ายไปได้ด้วยความอุ่นใจมากขึ้น ขับขี่อย่างมีสติ และอย่าลืมเช็ควันหมดอายุ พ.ร.บ. ของคุณนะครับ
แล้วคุณล่ะครับ เคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการเบิก พ.ร.บ. บ้างไหม? หรือมีคำถามส่วนไหนที่ยังสงสัยอยู่ มาแชร์กันในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 19 มี.ค. 2569 เวลา 08:42 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment