เพิ่งเห็นข่าวอุบัติเหตุรถชนกับรถโดยสารที่กำลังถอยหลังจนมีผู้เสียชีวิตไปสดๆ ร้อนๆ แล้วก็อดใจหายไม่ได้เลยนะครับ ทุกครั้งที่เกิดโศกนาฏกรรมบนท้องถนนแบบนี้ มันทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาว่า ชีวิตมันช่างเปราะบางเหลือเกิน… แต่เคยสงสัยกันไหมครับว่า ก่อนที่จะมีระบบประกันภัยที่คอยดูแลเราเหมือนทุกวันนี้ เวลามีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นในสมัยก่อน เขาจัดการกันยังไง? เรื่องราวพวกนี้แหละครับ คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ประกันภัย’
ย้อนอดีต: เมื่ออุบัติเหตุบนถนนคือ ‘เรื่องของใครของมัน’
ลองจินตนาการย้อนกลับไปในยุคที่กรุงเทพฯ เพิ่งมีรถยนต์วิ่งกันไม่กี่คันสิครับ สมัยนั้นถนนหนทางก็ไม่ได้ดีเหมือนตอนนี้ กฎจราจรก็ยังไม่มีมาตรฐาน เวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาที มันคือฝันร้ายของจริงเลยนะ
มันไม่ใช่แค่เรื่องรถพังหรือคนเจ็บ แต่มันคือการเผชิญหน้ากันซึ่งๆ หน้าของ ‘คนผิด’ กับ ‘คนถูก’ ใครเสียงดังกว่า ใครมีอิทธิพลมากกว่า หรือใครที่ยอมจ่าย เรื่องก็อาจจะจบตรงนั้น แต่ถ้าคนผิดไม่มีเงินจ่ายล่ะ? คนเจ็บหรือครอบครัวผู้เสียชีวิตก็ต้องรับเคราะห์ไปเต็มๆ โดยไม่มีใครช่วยเหลือ… มันคือสังคมแบบ ‘ตัวใครตัวมัน’ อย่างแท้จริง
สมัยนั้นยังไม่มี กล้องติดรถยนต์ เป็นพยาน ไม่มีบริษัทประกันมาคอยไกล่เกลี่ย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเจรจาและกำลังทรัพย์ล้วนๆ ซึ่งมันไม่ยุติธรรมเลยแม้แต่น้อย
จุดเปลี่ยนสำคัญ: โศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนความคิดคนทั้งสังคม
เรื่องราวแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทยนะครับ แต่เป็นเหมือนกันทั่วโลก จนกระทั่งมันเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ๆ ที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วสังคมขึ้นมา… แม้จะไม่มีบันทึกชัดเจนว่าอุบัติเหตุ ‘ครั้งแรก’ ที่เปลี่ยนโลกคือครั้งไหน แต่แนวคิดเรื่องประกันภัยรถยนต์เริ่มชัดเจนขึ้นในต่างประเทศช่วงปลายศตวรรษที่ 19 หลังจากมีรถยนต์วิ่งบนถนนได้ไม่นาน
เมื่ออุบัติเหตุเริ่มคร่าชีวิตผู้คนมากขึ้น โดยเฉพาะเคสที่ผู้ก่อเหตุไม่สามารถชดใช้ค่าเสียหายได้ สังคมก็เริ่มตั้งคำถามว่า ‘เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปจริงๆ หรือ?’ รัฐบาลและกลุ่มนักคิดในยุคนั้นจึงเริ่มมองหาทางออก พวกเขาเห็นว่าอุบัติเหตุไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป แต่มันคือ ‘ความเสี่ยงร่วมกัน’ ของคนทั้งสังคมที่ใช้ถนน
จากแนวคิดสู่กฎหมาย: กำเนิด ‘พ.ร.บ.’ หลักประกันขั้นพื้นฐานของทุกคน
และนั่นคือจุดกำเนิดของแนวคิด ‘ประกันภัยภาคบังคับ’ หรือที่บ้านเรารู้จักกันในชื่อ พ.ร.บ. (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) นั่นเองครับ
หัวใจของ พ.ร.บ. ง่ายนิดเดียวเลย คือการบังคับให้รถทุกคันต้องมีหลักประกันขั้นต่ำสุด เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ว่าใครจะผิดหรือถูก หากมีคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน จะต้องมีเงินกองกลางก้อนหนึ่งเข้ามาเยียวยาก่อนเป็นอันดับแรก
- ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด ก็เบิกค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นได้
- ไม่ต้องกลัวว่าคู่กรณีจะหนีหรือไม่มีเงินจ่าย
- เป็นหลักประกันมนุษยธรรมพื้นฐานให้ทุกคนบนท้องถนน
พ.ร.บ. จึงเปรียบเสมือนตาข่ายนิรภัยของสังคม ที่รองรับโศกนาฏกรรมไม่ให้เลวร้ายไปกว่าเดิม มันคือบทเรียนที่พวกเราเรียนรู้มาจากความสูญเสียในอดีตนั่นเอง

เมื่อ พ.ร.บ. ไม่พอ: ประกันภาคสมัครใจเข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างไร?
พอมี พ.ร.บ. แล้ว หลายคนก็อาจจะคิดว่า ‘อุ่นใจแล้ว’ แต่ในความเป็นจริง พ.ร.บ. คุ้มครองแค่ ‘ชีวิตและร่างกาย’ ของบุคคลเท่านั้นนะครับ แล้ว ‘ทรัพย์สิน’ หรือ ‘รถของเรา’ ล่ะ ใครจะดูแล?
นี่จึงเป็นที่มาของ ‘ประกันภัยภาคสมัครใจ’ ที่เราเลือกทำกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1, 2+, หรือ 3+ ก็ตาม ประกันเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่ที่ พ.ร.บ. ไม่ได้ครอบคลุม
ลองคิดภาพตามนะครับ ถ้าเราขับรถไปชนท้ายรถหรูบนทางด่วน ค่าซ่อมรถเขาอาจจะหลายแสนบาท พ.ร.บ. ไม่ได้จ่ายค่าซ่อมให้นะครับ! แต่ถ้าเรามีประกันภาคสมัครใจ บริษัทประกันก็จะเข้ามาดูแลค่าเสียหายส่วนนี้แทนเรา ทำให้เราไม่ต้องล้มละลายเพราะอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว
อ่านเพิ่มเติม: เห็นข่าวชนหนักบนราชพฤกษ์แล้วใจหาย… ถ้าเป็นรถเรา ประกันจะ ‘คืนทุน’ ให้ไหม?
ในมุมมองของนายหน้าประกันภัย สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ ความเข้าใจผิดว่ามี พ.ร.บ. แล้วไม่ต้องทำประกันเพิ่ม แต่ความจริงคือค่าซ่อมรถเราเองหรือรถคู่กรณีที่หลักหมื่นหลักแสน พ.ร.บ. ไม่ได้ช่วยเลยแม้แต่บาทเดียวครับ
ดังนั้น ประกันภัยจึงไม่ใช่แค่การซื้อกระดาษแผ่นเดียว แต่คือการซื้อ ‘ความสบายใจ’ และ ‘เครื่องมือจัดการความเสี่ยง’ ที่มีประสิทธิภาพที่สุด มันคือวิวัฒนาการทางความคิดของมนุษย์ ที่เรียนรู้จากโศกนาฏกรรมในอดีตเพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัยกว่าเดิม
ทุกครั้งที่เราต่อ พ.ร.บ. หรือซื้อประกันรถยนต์ ขอให้นึกไว้เสมอว่า เรากำลังเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ช่วยดูแลสังคมให้ดีขึ้น ไม่ให้ใครต้องเผชิญชะตากรรมอย่างโดดเดี่ยวเหมือนในอดีตอีกต่อไป
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ เคยมีประสบการณ์เฉียดๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าประกันนี่แหละคือเพื่อนแท้บ้างไหม? หรือมีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้บ้าง ลองคอมเมนต์คุยกันได้เลยนะครับ
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 17 ก.ค. 2569 เวลา 23:01 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment