อุบัติเหตุบนทางด่วน: จุดเริ่มต้นสู่ความเข้าใจในเบี้ยประกันที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
ข่าวอุบัติเหตุซ้ำซ้อนบนทางพิเศษบูรพาวิถี บริเวณ กม. 37 เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 4 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก คงทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลายคนใจหายและอดนึกถึงความไม่แน่นอนบนท้องถนนไม่ได้ และแน่นอนว่าสิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้คือ “ประกันภัยรถยนต์” ที่เรามี แต่เคยสงสัยไหมครับว่า ในเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปทุกปีนั้น มีส่วนประกอบอะไรซ่อนอยู่บ้าง? อุบัติเหตุครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะพาเราไปสำรวจแง่มุมที่ลึกกว่าการเคลมประกัน นั่นคือ ประวัติศาสตร์ภาษีประกันวินาศภัย ที่เกี่ยวพันกับเงินทุกบาททุกสตางค์ของเราอย่างแยกไม่ออก
เมื่อเราจ่ายเบี้ยประกัน เรามักเข้าใจว่าเงินก้อนนั้นคือ “ค่าความคุ้มครอง” เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว เบี้ยประกันภัยรวม (Gross Premium) ที่เราจ่ายให้กับบริษัทประกันนั้น ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนหลักด้วยกันครับ
- เบี้ยประกันภัยสุทธิ (Net Premium): คือต้นทุนค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง คำนวณจากสถิติความเสี่ยงในอดีต เป็นเงินส่วนที่จะถูกเก็บไว้เพื่อจ่ายเป็นค่าเคลมให้กับผู้เอาประกัน
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและกำไรของบริษัท (Loading): คือค่าใช้จ่ายต่างๆ ของบริษัทประกัน เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าการตลาด ค่านายหน้า และรวมถึงกำไรที่บริษัทคาดหวัง
- ภาษีและอากรตามกฎหมาย (Taxes and Duties): คือส่วนที่รัฐบาลเรียกเก็บจากธุรกิจประกันภัย ซึ่งเป็นส่วนที่เราจะมาเจาะลึกกันในวันนี้
ย้อนรอยเส้นทางภาษีและอากรในวงการประกันวินาศภัยไทย
การจัดเก็บภาษีจากธุรกิจประกันภัยมีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีการปรับเปลี่ยนมาโดยตลอด เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในแต่ละยุคสมัย เรามาดูกันครับว่ามีภาษีและอากรตัวไหนบ้างที่เกี่ยวข้อง
1. อากรสแตมป์ (Stamp Duty): ภาษีดั้งเดิมคู่สัญญาประกันภัย
นี่คือภาษีในรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุดรูปแบบหนึ่งในระบบกฎหมายไทย โดยเกี่ยวข้องกับเอกสารสัญญาต่างๆ กรมธรรม์ประกันภัยก็ถือเป็น “สัญญา” ประเภทหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องมีการชำระอากรสแตมป์ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้
ในปัจจุบัน สำหรับกรมธรรม์ประกันวินาศภัยทุกประเภท จะต้องเสียอากรสแตมป์ในอัตรา 1 บาท สำหรับทุกๆ 250 บาทของเบี้ยประกันภัย หรือคิดง่ายๆ คือ 0.4% ของเบี้ยประกันภัยนั่นเองครับ ดังนั้น หากคุณจ่ายเบี้ยประกัน 10,000 บาท จะมีเงิน 40 บาทในนั้นที่ถูกนำไปชำระเป็นค่าอากรสแตมป์

2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax – SBT): ภาษีที่เข้ามาแทนที่ VAT
หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมธุรกิจประกันภัยถึงไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหมือนสินค้าและบริการทั่วไป? คำตอบคือ ธุรกิจประกันภัยเป็นหนึ่งในกิจการที่ “ได้รับการยกเว้น” การจัดเก็บ VAT ตามกฎหมาย แต่เพื่อให้รัฐยังคงมีรายได้จากธุรกิจขนาดใหญ่นี้ จึงได้มีการกำหนดให้บริษัทประกันภัยต้องชำระ “ภาษีธุรกิจเฉพาะ” หรือ SBT แทนครับ
อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับธุรกิจประกันวินาศภัย ปัจจุบันอยู่ที่ 2.5% ของเบี้ยประกันภัยที่ได้รับ และเช่นเดียวกับอากรสแตมป์ ภาระภาษีส่วนนี้จะถูกรวมเข้าไปในเบี้ยประกันที่ผู้เอาประกันเป็นคนจ่ายในท้ายที่สุด
3. ภาษีท้องถิ่น (Local Tax): ส่วนเสริมเพื่อพัฒนาชุมชน
นอกจากภาษีที่จ่ายเข้ารัฐบาลกลางแล้ว ยังมีภาษีอีกส่วนหนึ่งที่เรียกว่า “ภาษีเทศบาล” หรือภาษีท้องถิ่น ซึ่งจะถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีธุรกิจเฉพาะอีกทอดหนึ่งในอัตรา 10% ของยอดภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือคิดเป็น 0.25% ของเบี้ยประกันภัย (10% ของ 2.5%) เงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทประกันนั้นๆ ตั้งอยู่
ดังนั้น เมื่อรวมภาษีและอากรทั้ง 3 ส่วน (อากรสแตมป์ + ภาษีธุรกิจเฉพาะ + ภาษีท้องถิ่น) จะเห็นได้ว่ามีค่าใช้จ่ายแฝงอยู่ที่ประมาณ 2.9% (0.4% + 2.5% + 0.25%) เลยทีเดียว
4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax – VAT): ด่านสุดท้ายที่ทุกคนคุ้นเคย
แม้ว่าตัว “บริการประกันภัย” จะได้รับการยกเว้น VAT แต่เบี้ยประกันภัยรวมที่บวกอากรแสตมป์แล้วนั้น จะต้องถูกนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อีกครั้งหนึ่งเป็นลำดับสุดท้าย นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมยอดสุทธิที่เราต้องชำระจึงสูงกว่าเบี้ยประกันที่แสดงในหน้าแรกของใบเสนอราคาเสมอ
การเข้าใจโครงสร้างภาษีเหล่านี้ นอกจากจะทำให้เราทราบที่มาที่ไปของเงินที่เราจ่ายแล้ว ยังช่วยให้เราตรวจสอบใบเสนอราคาได้อย่างถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น การมีเอกสารครบถ้วนและแสดงอย่างถูกต้องก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกันครับ เหมือนกับการติด กรอบป้ายภาษีรถยนต์ พรบ.อะคริลิคใส เกรด A ที่ช่วยให้เอกสารสำคัญของเราชัดเจนและไม่สูญหาย
ในมุมมองของนายหน้าประกันภัย สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ การเปรียบเทียบเบี้ยประกันที่ไม่ใช่ราคาสุทธิ (Total Premium) ลูกค้าบางท่านอาจเห็นใบเสนอราคาที่ยังไม่รวม VAT และอากร ทำให้เข้าใจผิดว่าเบี้ยถูกกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องจ่ายในราคาเต็มที่รวมภาษีทุกอย่างแล้วอยู่ดีครับ
จากภาษีในอดีต สู่เบี้ยประกันในมือเรา
ประวัติศาสตร์ของภาษีในวงการประกันวินาศภัยไทยสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจและกฎหมายของประเทศ จากอากรสแตมป์ในยุคแรกเริ่ม สู่ระบบภาษีที่ซับซ้อนขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเบี้ยประกันที่เราทุกคนต้องจ่าย
การเดินทางของภาษีเหล่านี้มีความน่าสนใจไม่แพ้ประวัติศาสตร์ของผลิตภัณฑ์ประกันภัยเองเลยครับ อ่านเพิ่มเติม: จากอดีตถึงปัจจุบัน: เจาะลึกประวัติประกันอัคคีภัยในประเทศไทย
ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณชำระเบี้ยประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัย หรือประกันอุบัติเหตุ ขอให้รู้ไว้ว่าคุณไม่ได้เพียงแค่ซื้อความคุ้มครองให้กับตัวเอง แต่ยังกำลังทำหน้าที่พลเมืองที่ดีในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศและท้องถิ่นผ่านระบบภาษีที่แฝงอยู่ในนั้นด้วย
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 4 เม.ย. 2569 เวลา 21:59 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment