ข่าวอุบัติเหตุชนกันหลายคันจนมีผู้เสียชีวิตบนถนนราชพฤกษ์เมื่อไม่นานมานี้ คงทำให้คนใช้รถใช้ถนนอย่างเราๆ ใจหายไปตามๆ กันเลยใช่ไหมครับ พอเห็นภาพสภาพรถที่พังยับเยินแล้ว คำถามหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวทันที… ถ้าเหตุการณ์สุดวิสัยแบบนั้นเกิดขึ้นกับรถเราบ้าง สภาพรถเสียหายหนักขนาดนั้น ประกันจะจัดการให้ยังไง? แล้วคำว่า ‘คืนทุนประกัน’ ที่เคยได้ยินมา มันคืออะไรกันแน่?
อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน แต่การเตรียมตัวให้พร้อมและเข้าใจสิทธิ์ของเราตามกรมธรรม์ประกันภัย คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ วันนี้เรามาคุยกันแบบเจาะลึกกันดีกว่าว่า กรณีไหนที่รถจะถูกตีเป็น ‘เสียหายโดยสิ้นเชิง’ และเราจะมีขั้นตอนในการขอคืนทุนประกันได้อย่างไรบ้าง
‘เสียหายโดยสิ้นเชิง’ ในภาษาประกันหมายความว่ายังไง?
หลายคนอาจจะนึกภาพว่าต้องเป็นรถที่แหลกเป็นชิ้นๆ เท่านั้นถึงจะเรียกว่าเสียหายสิ้นเชิง แต่ในความเป็นจริง ตามเงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เขาจะดูจาก ‘ค่าซ่อม’ เป็นหลักครับ
โดยจะถือว่า ‘เสียหายโดยสิ้นเชิง’ (Total Loss) ก็ต่อเมื่อ ค่าซ่อมรถคันนั้นๆ มีมูลค่าสูงกว่า 70% ของมูลค่ารถยนต์ ณ ขณะเกิดเหตุ
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าประเมินแล้วว่าค่าซ่อมมันแพงจนแทบจะซื้อรถคันใหม่ได้ บริษัทประกันก็จะมองว่า ‘ซ่อมไม่คุ้ม’ และจะเสนอเป็นการคืนทุนประกันแทนครับ
แล้ว ‘มูลค่ารถยนต์ ณ ขณะเกิดเหตุ’ เขาคิดจากอะไร?
จุดนี้สำคัญมากครับ! ไม่ใช่ราคาตอนที่เราซื้อมาป้ายแดงนะครับ แต่เป็น ‘ราคากลาง’ ของรถยนต์รุ่นนั้นๆ ในตลาดซื้อขายรถมือสอง ณ วันที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งบริษัทประกันจะมีฐานข้อมูลสำหรับอ้างอิงราคาอยู่แล้ว
ขั้นตอนการขอ ‘คืนทุนประกัน’ ทำยังไงบ้าง?
เมื่อรถของเราเข้าข่ายเสียหายเกิน 70% จนซ่อมไม่คุ้มแล้ว กระบวนการหลังจากนั้นจะไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดครับ โดยปกติจะมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
- แจ้งเหตุและประเมินความเสียหาย: หลังเกิดเหตุ เราต้องรีบแจ้งบริษัทประกันทันที จากนั้นบริษัทจะส่งเจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) มาตรวจสอบ และนำรถของเราเข้าอู่หรือศูนย์บริการในเครือเพื่อประเมินค่าซ่อมอย่างละเอียด หลักฐาน ณ ที่เกิดเหตุสำคัญมาก โดยเฉพาะภาพจาก กล้องติดรถยนต์ ที่จะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะครับ
- บริษัทประกันเสนอคืนทุน: เมื่ออู่ประเมินค่าซ่อมส่งให้บริษัทประกัน และพบว่าค่าซ่อมสูงเกิน 70% ของมูลค่ารถ ทางบริษัทจะติดต่อกลับมาเพื่อแจ้งว่ารถของเราถูกตีเป็น ‘เสียหายโดยสิ้นเชิง’ และจะเสนอจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินเต็มตาม ‘ทุนประกัน’ ที่ระบุไว้ในหน้ากรมธรรม์ (แต่ไม่เกินมูลค่ารถ ณ วันเกิดเหตุ)
- การโอนกรรมสิทธิ์ซากรถ: นี่คือส่วนที่หลายคนมักจะลืม! เมื่อเราตกลงรับการคืนทุนประกันแล้ว เราจะต้องทำการโอนกรรมสิทธิ์ ‘ซากรถ’ คันนั้นให้กับบริษัทประกันภัยนะครับ เพราะถือว่าบริษัทได้ ‘ซื้อ’ รถคันนั้นจากเราไปแล้ว
- เตรียมเอกสารให้พร้อม: เราต้องเตรียมเอกสารสำคัญต่างๆ เพื่อยื่นให้กับบริษัทประกัน เช่น กรมธรรม์ประกันภัย, สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, เล่มทะเบียนรถยนต์ตัวจริง, ชุดโอนลอย, และเอกสารอื่นๆ ที่บริษัทร้องขอ
- รับค่าสินไหมทดแทน: หลังจากยื่นเอกสารครบถ้วนและโอนกรรมสิทธิ์ซากรถเรียบร้อยแล้ว บริษัทประกันจะดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เราตามขั้นตอน ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาไม่เกิน 15 วันครับ

แล้วถ้าเรายังผ่อนรถกับไฟแนนซ์อยู่ล่ะ?
นี่เป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตเลยครับ ในกรณีที่รถยังติดไฟแนนซ์อยู่ เมื่อบริษัทประกันอนุมัติการคืนทุนแล้ว เขาจะนำเงินก้อนนั้นไปชำระหนี้คงค้างกับบริษัทไฟแนนซ์ก่อนเป็นอันดับแรกครับ
- ถ้าเงินคืนทุนเหลือ: ส่วนต่างที่เหลือจากการปิดหนี้ไฟแนนซ์ จะถูกมอบให้กับเราในฐานะผู้เอาประกัน
- ถ้าเงินคืนทุนไม่พอ: ในทางกลับกัน หากเงินทุนประกันที่ได้รับมานั้นน้อยกว่ายอดหนี้ที่ค้างอยู่กับไฟแนนซ์ เรายังคงมีหน้าที่รับผิดชอบในการชำระหนี้ส่วนต่างนั้นให้กับไฟแนนซ์จนครบนะครับ
ในมุมมองของนายหน้าประกันภัย สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือ ‘มูลค่ารถยนต์ ณ วันเกิดเหตุ’ ครับ หลายคนเข้าใจผิดว่าทุนประกันที่ระบุในกรมธรรม์คือจำนวนเงินที่จะได้ 100% แต่จริงๆ แล้วบริษัทจะจ่ายไม่เกิน ‘ราคากลาง’ ของรถรุ่นเดียวกันในปีนั้นๆ ครับ จุดนี้ต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ให้เคลียร์
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขเหล่านี้มักจะใช้กับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นหลักนะครับ สำหรับประกันชั้นอื่นๆ อาจจะต้องกลับไปตรวจสอบรายละเอียดความคุ้มครองในกรมธรรม์ของตัวเองอีกครั้ง หรือบางครั้งการดัดแปลงสภาพรถบางอย่างก็อาจมีผลต่อการเคลมได้เช่นกันครับ
อ่านเพิ่มเติม: ลูกขับขี่ ‘รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง’ เกิดอุบัติเหตุ ประกันคุ้มครองไหม?
สรุป: เข้าใจสิทธิ์ เตรียมพร้อมรับมือ
อุบัติเหตุรุนแรงจนรถเสียหายโดยสิ้นเชิงเป็นเหมือนฝันร้ายของคนมีรถทุกคน แต่การมีประกันภัยรถยนต์ที่ครอบคลุมและการเข้าใจขั้นตอนต่างๆ จะช่วยเปลี่ยนจากฝันร้ายให้กลายเป็นสถานการณ์ที่เราสามารถจัดการได้ครับ
สิ่งสำคัญคือการเลือกทุนประกันให้เหมาะสมกับมูลค่ารถของเราในแต่ละปี และอ่านเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างละเอียด เพื่อให้เราได้รับความคุ้มครองสูงสุดเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ เคยมีประสบการณ์หรือมีคำถามคาใจเกี่ยวกับการเคลมประกันในกรณีรถเสียหายหนักๆ แบบนี้ไหมครับ? ลองคอมเมนต์มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 24 เม.ย. 2569 เวลา 13:24 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment