ข่าวหนุ่มนักแข่งรถจักรยานยนต์วิบากออกมาขอโทษและยอมรับความผิดพลาดจากอุบัติเหตุสลด โดยบอกว่าคิดน้อยและยังขาดประสบการณ์ ทำให้หลายคนหันมาค้นหาเรื่อง คำนวณค่าเสียหายอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ เพราะเมื่อเกิดเหตุจริง ค่าใช้จ่ายไม่ได้มีแค่ค่าซ่อมรถ แต่ยังอาจมีค่ารักษาและความรับผิดต่อคนอื่นด้วย
เหตุการณ์แบบนี้เตือนใจว่า รถวิบากและรถจักรยานยนต์ทุกแบบมีความเสี่ยงสูงกว่าที่เห็น การล้มเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ต้องจ่ายเงินหลายส่วน แล้วเราควรเริ่มคำนวณจากตรงไหน? มาดูทีละขั้นแบบเข้าใจง่ายกัน
ก่อนคำนวณ ต้องแยกค่าเสียหายเป็น 3 ก้อน
การประเมินค่าใช้จ่ายที่ดีควรแยกเป็น 3 กลุ่ม คือ ค่าซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล และความรับผิดต่อผู้อื่น การแยกแบบนี้ช่วยให้เห็นภาพว่าเงินก้อนใดประกันอาจช่วยจ่าย และเงินก้อนใดที่เจ้าของรถต้องเตรียมเอง
1. ค่าซ่อมรถของเรา
เริ่มจากตรวจดูความเสียหายของรถ เช่น แฮนด์คด ก้านเบรกแตก แฟริ่งถลอก ล้อเสีย โช้คอัพรั่ว เครื่องยนต์มีปัญหา หรือโครงรถได้รับแรงกระแทก หากเป็นรถวิบากที่แต่งเพิ่ม อะไหล่บางชิ้นอาจมีราคาสูงกว่าของรถใช้งานทั่วไป
สูตรง่าย ๆ คือ ค่าซ่อมทั้งหมด = ค่าอะไหล่ + ค่าแรง + ค่าลากหรือเคลื่อนย้ายรถ + ค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ค่าอะไหล่ 8,000 บาท ค่าแรง 2,000 บาท และค่าขนย้าย 1,000 บาท รวมเบื้องต้น 11,000 บาท
อย่าเพิ่งสรุปจากรอยขีดข่วนภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะความเสียหายภายในอาจตรวจพบภายหลัง ควรถ่ายรูปหลายมุม เก็บใบเสนอราคาจากอู่ และขอให้ช่างระบุรายการซ่อมอย่างชัดเจน
2. ค่ารักษาพยาบาล
ผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายอาจมีบาดแผล กระดูกหัก หรือจำเป็นต้องพักฟื้นหลายวัน ค่ารักษาจึงควรรวมค่าห้อง ค่ายา ค่าผ่าตัด ค่าตรวจวินิจฉัย ค่าเวชภัณฑ์ และค่ากายภาพบำบัด หากต้องหยุดงาน อาจมีรายได้ที่ขาดหายไปด้วย
ในประเทศไทย รถจักรยานยนต์ต้องมี พ.ร.บ. เพื่อช่วยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยตามเงื่อนไขของกฎหมาย แต่ พ.ร.บ. มีวงเงินจำกัดและไม่ได้จ่ายทุกค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงไม่ควรคิดว่ามี พ.ร.บ. แล้วจะเพียงพอเสมอ
ส่วนประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือความคุ้มครองอุบัติเหตุในกรมธรรม์ อาจช่วยเรื่องค่ารักษา เงินชดเชยการนอนโรงพยาบาล หรือการสูญเสียอวัยวะ ทั้งนี้ต้องดูรายละเอียดและข้อยกเว้นที่ระบุไว้จริง
3. ความรับผิดต่อผู้อื่น
ถ้าเราขี่รถไปชนรถยนต์ คนเดินเท้า ทรัพย์สิน หรือทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ เราอาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย ประกันภาคสมัครใจที่มีความคุ้มครองบุคคลภายนอกจะช่วยจ่ายตามวงเงินและเงื่อนไขในกรมธรรม์
ตัวอย่างเช่น รถจักรยานยนต์ชนรถเก๋งจนกันชนและไฟหน้าเสีย ค่าซ่อม 35,000 บาท หากกรมธรรม์มีความคุ้มครองทรัพย์สินบุคคลภายนอก 100,000 บาท และเหตุไม่เข้าข้อยกเว้น บริษัทประกันอาจช่วยจ่ายตามความเสียหายที่พิสูจน์ได้
แต่ถ้าความเสียหายสูงกว่าวงเงิน เช่น ต้องจ่าย 150,000 บาท แต่มีวงเงินคุ้มครองเพียง 100,000 บาท ส่วนต่าง 50,000 บาทอาจกลายเป็นภาระของผู้ขับขี่เอง

ตัวอย่างคำนวณค่าเสียหายจากอุบัติเหตุ
ลองสมมติว่า รถจักรยานยนต์ล้มและชนรถคันอื่นในกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายดังนี้
- ค่าซ่อมรถของเรา 18,000 บาท
- ค่ารักษาผู้ขับขี่ 12,000 บาท
- ค่าซ่อมรถคู่กรณี 40,000 บาท
- ค่าลากรถและค่าเดินทางฉุกเฉิน 2,000 บาท
ค่าใช้จ่ายรวมเบื้องต้นเท่ากับ 72,000 บาท แต่เงินที่ต้องจ่ายเองอาจไม่เท่ากับยอดนี้ เพราะต้องหักความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ประกันภาคสมัครใจ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล หรือสิทธิรักษาพยาบาลอื่นก่อน
หลักสำคัญคือ อย่านับวงเงินคุ้มครองซ้ำกันโดยอัตโนมัติ แต่ละกรมธรรม์อาจจ่ายคนละส่วน และมีเงื่อนไขต่างกัน หากมีหลายประกัน ควรแจ้งข้อมูลตามจริงแก่บริษัทประกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิทธิอย่างถูกต้อง
ประกันรถจักรยานยนต์แบบไหนเหมาะกับรถวิบาก?
การเลือกประกันต้องดูทั้งลักษณะรถ วิธีใช้ และสถานที่ขี่ รถที่ใช้บนถนนสาธารณะทุกวันมีความเสี่ยงไม่เหมือนรถที่ใช้ในสนามแข่งหรือพื้นที่ส่วนตัว
ประกันชั้น 1
เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองรอบด้าน โดยอาจคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถจากการชน รถหาย ไฟไหม้ และความรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม รถแต่ง รถนำเข้า หรือรถที่ใช้แข่ง อาจมีข้อจำกัดในการรับประกัน
ควรถามบริษัทให้ชัดเจนว่า คุ้มครองการขี่ในสนาม การฝึกซ้อม การดัดแปลงรถ และอุปกรณ์แต่งหรือไม่ เพราะคำว่า “รถวิบาก” อาจถูกตีความต่างกันตามการใช้งานจริง
ประกันชั้น 2+ และ 3+
ประกัน 2+ และ 3+ มักเน้นความคุ้มครองเมื่อชนกับยานพาหนะที่ระบุคู่กรณีได้ โดย 2+ มักมีความคุ้มครองรถหายหรือไฟไหม้เพิ่มตามเงื่อนไข ส่วน 3+ จะเน้นความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและความเสียหายจากการชนที่เข้าเงื่อนไข
แบบนี้อาจเหมาะกับรถที่ใช้งานทั่วไปและมีงบจำกัด แต่ต้องเข้าใจว่าอุบัติเหตุรถล้มเองโดยไม่มีคู่กรณีอาจไม่อยู่ในความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถ
ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
หากขี่รถวิบากเป็นงานอดิเรก ควรพิจารณาประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลเพิ่มเติม โดยเฉพาะความคุ้มครองค่ารักษา เงินชดเชยรายวัน และการสูญเสียอวัยวะ แต่ต้องตรวจข้อยกเว้นเรื่องการแข่งขัน การฝึกซ้อมกีฬาเสี่ยงภัย และการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต
เกิดเหตุแล้วควรทำอะไร เพื่อไม่ให้ค่าเสียหายบานปลาย
- หยุดรถในจุดปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเท่าที่ทำได้
- โทรแจ้งหน่วยฉุกเฉินหากมีผู้บาดเจ็บ และแจ้งบริษัทประกันโดยเร็ว
- ถ่ายภาพจุดเกิดเหตุ รถทุกคัน ป้ายทะเบียน รอยชน และสภาพถนน
- แลกชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลประกันกับคู่กรณี
- อย่าเซ็นยอมรับหนี้หรือจ่ายเงินก้อนใหญ่ก่อนคุยกับเจ้าหน้าที่เคลม
- เก็บใบเสร็จ ใบรับรองแพทย์ ใบเสนอราคา และเอกสารจากตำรวจไว้ให้ครบ
การมีกล้องช่วยบันทึกเหตุการณ์อาจทำให้เห็นลำดับการชนได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะถนนที่มีรถหลายคันหรือมีข้อโต้แย้งเรื่องสัญญาณไฟ ดังนั้น กล้องติดรถยนต์ จึงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเก็บหลักฐานได้ แม้กล้องจะไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินความผิดแทนตำรวจหรือบริษัทประกันก็ตาม
จากประสบการณ์ที่ลูกค้าของเราเคยเจอเคสนี้ สิ่งที่ทำให้เคลมช้าบ่อยที่สุดคือไม่มีรูปจุดเกิดเหตุและไม่ทราบวงเงินความคุ้มครองของตัวเอง การอ่านหน้าตารางกรมธรรม์ไว้ล่วงหน้าใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยลดความกังวลได้มาก
อ่านเพิ่มเติม: คาร์ซีท’ ปลอดภัยกาย แต่ ‘ประกัน 2 พลัส’ คุ้มครองใจ ปกป้องลูกน้อยครบทุกมิติ
เช็กกรมธรรม์ก่อนขี่ จะได้ไม่เสียเงินเกินจำเป็น
ก่อนออกเดินทาง ลองเช็ก 5 เรื่องนี้ในกรมธรรม์
- รถคันนี้ระบุการใช้งานและประเภทรถถูกต้องหรือไม่
- วงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอกเพียงพอกับความเสี่ยงหรือไม่
- มีค่าเสียหายส่วนแรกที่ต้องจ่ายเองหรือไม่
- ความคุ้มครองคนขับและผู้โดยสารมีเท่าไร
- มีข้อยกเว้นเรื่องสนามแข่ง รถแต่ง หรือการใช้ผิดประเภทหรือไม่
ถ้าขี่ในสนามปิด ควรถามผู้จัดสนามเรื่องประกันอุบัติเหตุและความรับผิดของสถานที่ด้วย เพราะกรมธรรม์รถยนต์ทั่วไปอาจไม่คุ้มครองการแข่งขันหรือการจับเวลา
การเลือกประกันที่ดีไม่ใช่เลือกแบบที่ถูกที่สุด แต่คือเลือกแบบที่จ่ายไหวและคุ้มครองความเสี่ยงที่เราเจอจริง หากใช้รถทุกวันบนถนน มีคนซ้อนบ่อย หรือมีทรัพย์สินแต่งราคาแพง ก็ควรแจ้งข้อมูลให้ครบเพื่อให้ได้คำแนะนำที่ตรงกับการใช้งาน
สรุปวิธีคำนวณค่าเสียหาย
จำง่าย ๆ ว่าให้รวม ค่าซ่อมรถของเรา + ค่ารักษา + ค่าเสียหายของคู่กรณี + ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน จากนั้นตรวจดูว่าพ.ร.บ. ประกันรถยนต์ และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลช่วยจ่ายส่วนใดบ้าง แล้วจึงคำนวณเงินส่วนต่างที่อาจต้องรับผิดชอบเอง
อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิด แต่การเตรียมตัวไว้ก่อนช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น อย่าลืมขี่ด้วยความเร็วที่ควบคุมได้ สวมหมวกกันน็อกที่ได้มาตรฐาน และใช้รถให้ตรงกับเงื่อนไขของกรมธรรม์ด้วย
คุณเคยเจออุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ หรือเคยสงสัยว่าประกันของตัวเองคุ้มครองแค่ไหนบ้าง? เล่าให้ฟังได้ในช่องความคิดเห็นนะครับ คำถามของคุณอาจช่วยให้คนอื่นเตรียมตัวได้ดีขึ้นเช่นกัน
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 31 ส.ค. 2569 เวลา 18:55 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment