ไขข้อข้องใจ: ทำไมเบี้ยประกันชั้น 1 ถึงแตกต่างกัน และเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

เซฟเงิน สบายใจ: ถอดรหัสเบี้ยประกันชั้น 1 ทำไมไม่เท่ากัน และเลือกอย่างไรให้คุ้มสุดในยุคค่าครองชีพพุ่ง!

ในยุคที่ทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนจะแพงขึ้นแบบไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หรือแม้แต่ค่ากาแฟแก้วโปรด การบริหารจัดการเงินให้คุ้มค่าและชาญฉลาดจึงกลายเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และเมื่อพูดถึงการใช้จ่ายก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่มีรถยนต์ส่วนตัวอย่างพวกเราชาวกรุงเทพฯ สิ่งหนึ่งที่มักจะสร้างคำถามคาใจไม่แพ้กันก็คือ “ทำไมเบี้ยประกันชั้น 1 ของรถแต่ละคัน แต่ละบุคคล ถึงได้แตกต่างกันนัก ทั้งๆ ที่ดูเหมือนจะคุ้มครองคล้ายๆ กัน?”

คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเบี้ยประกันรถยนต์ โดยเฉพาะประกันชั้น 1 ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมสูงสุด เป็นการลงทุนเพื่อความอุ่นใจที่สำคัญยิ่ง การเข้าใจถึงปัจจัยเบื้องหลังของราคาที่แตกต่างกัน จะช่วยให้เราสามารถเลือกประกันที่ “คุ้มค่า” และ “ตอบโจทย์” การใช้งานของเราได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การจ่ายแพงที่สุด หรือเลือกถูกที่สุดโดยไม่มองถึงความเหมาะสม บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกทุกแง่มุม เพื่อให้คุณมั่นใจว่าทุกบาทที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าที่สุดในยุคที่ต้องประหยัดทุกสตางค์

เข้าใจพื้นฐาน: เบี้ยประกันชั้น 1 คืออะไร และทำไมถึงสำคัญสำหรับคนกรุงเทพฯ

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ประกันชั้น 1” คืออะไรกันแน่ ประกันชั้น 1 หรือประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 คือกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อรถเราเอง รถคู่กรณี การบาดเจ็บของบุคคลภายนอก การโจรกรรมรถ ไฟไหม้ หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วม

สำหรับคนกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกับสภาพการจราจรที่หนาแน่นในทุกวัน โอกาสเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันไม่ว่าเล็กหรือใหญ่มีสูงมาก ตั้งแต่เฉี่ยวชนกันในชั่วโมงเร่งด่วน การถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวแล้วหลบหนี หรือแม้แต่ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นทุกปี เช่น ฝนตกหนักจนน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ การมีประกันชั้น 1 จึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันทางการเงินที่สำคัญ ที่ช่วยให้เราขับขี่ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายก้อนโตที่อาจตามมาหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในเมืองหลวงแห่งนี้ การซ่อมรถแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องเล็กเลย

ปัจจัยกำหนดเบี้ยประกัน: อะไรบ้างที่ทำให้ราคาไม่เท่ากัน?

มาถึงคำถามสำคัญว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เบี้ยประกันชั้น 1 มีราคาแตกต่างกันออกไปมากนัก แม้จะเป็นรถรุ่นเดียวกัน ปีเดียวกันก็ตาม เราจะมาดูกันทีละข้ออย่างละเอียด

1. ประเภทและรุ่นรถยนต์ (Make, Model, Year)

นี่คือปัจจัยอันดับต้นๆ ที่มีผลต่อเบี้ยประกันอย่างมาก โดยทั่วไปแล้ว รถหรู รถสปอร์ต หรือรถยนต์นำเข้าจากยุโรป มักจะมีเบี้ยประกันที่สูงกว่ารถยนต์แบรนด์ตลาดทั่วไปอย่าง Toyota, Honda หรือ Isuzu เหตุผลหลักๆ คือ ต้นทุนอะไหล่ที่แพงกว่า ซับซ้อนกว่า และอู่ซ่อมเฉพาะทางมีจำกัด ทำให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ “ปีของรถยนต์” ก็เป็นสิ่งสำคัญ รถยนต์ใหม่ป้ายแดงหรือรถที่มีอายุไม่กี่ปี มักจะมีเบี้ยประกันที่สูงกว่ารถยนต์รุ่นเก่า เพราะมูลค่าของรถยังสูงอยู่ หากเกิดความเสียหาย บริษัทประกันก็ต้องจ่ายค่าซ่อมหรือค่าสินไหมทดแทนที่สูงกว่านั่นเอง

2. ประวัติการขับขี่และอายุผู้ขับขี่ (Driving History & Driver’s Age)

บริษัทประกันภัยจะมองหา “ความเสี่ยง” จากผู้ขับขี่เป็นสำคัญ หากคุณมีประวัติการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ไม่เคยเคลมประกันเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา คุณก็จะได้รับ “ส่วนลดประวัติดี” (No Claim Bonus) ซึ่งเป็นส่วนลดที่สำคัญมาก ยิ่งขับดี ไม่เคลม ยิ่งได้ลดเยอะ ถือเป็นการตอบแทนคนขับรถดี

ในทางกลับกัน “อายุของผู้ขับขี่” ก็มีผลเช่นกัน สถิติแสดงให้เห็นว่าผู้ขับขี่อายุน้อย (เช่น ต่ำกว่า 25 ปี) หรือผู้สูงอายุ (เช่น เกิน 60 ปี) อาจมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่า ทำให้บริษัทประกันมองว่ามีความเสี่ยงสูงกว่า จึงอาจคิดเบี้ยประกันที่แพงกว่า นอกจากนี้ การ “ระบุชื่อผู้ขับขี่” เพียงไม่กี่คน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงต่ำ ก็สามารถช่วยลดเบี้ยประกันลงได้เช่นกัน เพราะบริษัทจำกัดความเสี่ยงเฉพาะคนกลุ่มนั้น

3. ลักษณะการใช้งานรถ (Usage Type)

รถยนต์ที่ใช้งานส่วนบุคคล ย่อมมีความเสี่ยงแตกต่างจากรถยนต์ที่ใช้งานเชิงพาณิชย์ เช่น รถแท็กซี่ รถเช่า หรือรถขนส่งสินค้า ซึ่งมีการใช้งานหนักกว่า วิ่งระยะทางมากกว่า และมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่า ดังนั้น รถยนต์เชิงพาณิชย์จึงมักจะมีเบี้ยประกันที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

แม้แต่การใช้งานในเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ ที่การจราจรหนาแน่นและมีโอกาสเฉี่ยวชนเล็กน้อยบ่อยครั้ง ก็อาจมีผลต่อการประเมินเบี้ยประกันเมื่อเทียบกับการใช้งานในต่างจังหวัดที่ปริมาณรถน้อยกว่าได้เช่นกัน

4. ทุนประกันภัย (Sum Insured)

“ทุนประกันภัย” คือวงเงินสูงสุดที่บริษัทประกันจะจ่ายให้เมื่อรถยนต์ของเราได้รับความเสียหายจนต้องซ่อมหรือเสียหายสิ้นเชิง หากคุณเลือกทุนประกันภัยที่สูงตามมูลค่าของรถยนต์ เบี้ยประกันก็จะสูงตามไปด้วย เพราะบริษัทต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงินที่มากขึ้นหากเกิดเหตุใหญ่ คุณควรเลือกทุนประกันให้เหมาะสมกับมูลค่ารถในปัจจุบัน ไม่สูงเกินไปจนจ่ายเบี้ยแพงโดยไม่จำเป็น และไม่ต่ำเกินไปจนไม่คุ้มครองในกรณีที่แย่ที่สุด

5. อุปกรณ์เสริมและการดัดแปลง (Accessories & Modifications)

หากรถยนต์ของคุณมีการติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นชุดแต่งรอบคัน ล้อแม็กราคาแพง ระบบเครื่องเสียง หรือแม้แต่การติดตั้งแก๊ส NGV/LPG คุณจำเป็นต้องแจ้งให้บริษัทประกันทราบ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้อาจเพิ่มมูลค่าของรถ หรืออาจมีความเสี่ยงบางอย่างที่แตกต่างออกไป บริษัทประกันอาจพิจารณาปรับเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นเพื่อคุ้มครองอุปกรณ์เหล่านั้น หรืออาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับการเคลมความเสียหายที่เกี่ยวข้อง

6. บริษัทประกันภัยและช่องทางการขาย (Insurer & Sales Channel)

แต่ละบริษัทประกันภัยก็มีนโยบายในการประเมินความเสี่ยง การกำหนดเบี้ย และกลยุทธ์ทางการตลาดที่แตกต่างกัน บางบริษัทอาจเชี่ยวชาญกับรถบางประเภท หรือบางกลุ่มลูกค้าเป็นพิเศษ ทำให้เสนอราคาได้ดีกว่า นอกจากนี้ ช่องทางการขาย เช่น การซื้อผ่านตัวแทน โบรกเกอร์ หรือซื้อโดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์ ก็อาจมีโปรโมชั่นหรือส่วนลดที่แตกต่างกันไป การเปรียบเทียบจากหลายๆ ที่จึงเป็นสิ่งสำคัญ

7. ความรับผิดส่วนแรก (Deductible/Excess)

นี่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดเบี้ยประกันได้อย่างเห็นผล “ความรับผิดส่วนแรก” หรือ “ค่าเสียหายส่วนแรก” คือจำนวนเงินที่คุณตกลงจะจ่ายเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี (เช่น ชนกำแพง รั้ว) หรือเป็นอุบัติเหตุที่คุณเป็นฝ่ายผิดและไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ หากคุณเลือกที่จะรับผิดส่วนแรกในจำนวนที่สูงขึ้น เช่น 3,000 หรือ 5,000 บาท เบี้ยประกันของคุณก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะบริษัทประกันลดความเสี่ยงจากการเคลมเล็กๆ น้อยๆ ได้ ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มั่นใจในการขับขี่และต้องการประหยัดค่าเบี้ย

กลยุทธ์เลือกประกันชั้น 1 ให้คุ้มค่าและตอบโจทย์

เมื่อเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อเบี้ยประกันแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าเราจะมีกลยุทธ์อย่างไรในการเลือกประกันชั้น 1 ที่ “คุ้มค่า” และ “เหมาะสม” กับไลฟ์สไตล์ของเรามากที่สุด โดยเฉพาะในสภาพการจราจรและชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองหลวง

1. ประเมินความต้องการและความเสี่ยงของตัวเองอย่างรอบด้าน

ลองพิจารณาพฤติกรรมการขับขี่ของคุณเอง:

    • คุณขับรถบ่อยแค่ไหน? ขับไปทำงานทุกวัน หรือขับเฉพาะวันหยุด?
    • เส้นทางที่คุณใช้ประจำมีความเสี่ยงสูงหรือไม่? (เช่น ต้องผ่านเส้นทางที่การจราจรติดขัดหนักๆ ในกรุงเทพฯ)
    • คุณเป็นคนขับรถเร็ว หรือขับรถระมัดระวัง?
    • รถของคุณเป็นรถใหม่ หรือรถเก่าที่มีค่าซ่อมแพง?

การประเมินนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรเลือกความคุ้มครองระดับไหน วงเงินเท่าไร และความรับผิดส่วนแรกเท่าไรจึงจะเหมาะสมกับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้

2. เปรียบเทียบอย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่ราคา

แน่นอนว่าราคาเบี้ยประกันคือสิ่งสำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่คุณควรพิจารณา การเปรียบเทียบที่ดีต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น:

    • เงื่อนไขความคุ้มครอง: ตรวจสอบรายละเอียดว่ากรมธรรม์นั้นๆ คุ้มครองอะไรบ้าง มีข้อยกเว้นอะไรหรือไม่
    • วงเงินคุ้มครอง: เพียงพอต่อความเสียหายที่คุณกังวลหรือไม่
    • บริการหลังการขาย: มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) หรือไม่? มีเครือข่ายอู่ซ่อมในละแวกบ้านหรือที่ทำงานของคุณที่ได้มาตรฐานหรือไม่? ระยะเวลาในการเคลมเป็นอย่างไร?
    • ชื่อเสียงของบริษัทประกัน: ความน่าเชื่อถือ และความรวดเร็วในการดำเนินการเคลมก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรศึกษาจากรีวิวหรือสอบถามจากคนรู้จัก

อย่าลืมว่าประกันที่ดีไม่ใช่แค่ราคาถูก แต่ต้องมาพร้อมกับบริการและคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณในยามฉุกเฉินด้วย

ไขข้อข้องใจ: ทำไมเบี้ยประกันชั้น 1 ถึงแตกต่างกัน และเลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

อ่านเพิ่มเติม: ทำไมประกันชั้น 1 เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาในชีวิตประจำวัน

3. พิจารณาส่วนลดที่คุณมีสิทธิ์ได้รับ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ส่วนลดประวัติดีเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากคุณเป็นคนขับรถดีมาตลอด อย่าลืมใช้สิทธิ์นี้ให้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีส่วนลดอื่นๆ ที่คุณอาจได้รับ เช่น ส่วนลดระบุผู้ขับขี่ ส่วนลดจากการติดตั้งกล้องติดรถยนต์ (ซึ่งหลายบริษัทมอบส่วนลดให้เนื่องจากช่วยลดข้อพิพาทและอำนวยความสะดวกในการเคลมได้มาก) อย่าลังเลที่จะสอบถามส่วนลดต่างๆ จากโบรกเกอร์หรือบริษัทประกัน

4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ

การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยหรือโบรกเกอร์ที่มีประสบการณ์ เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเลือกประกันที่คุ้มค่า พวกเขาเหล่านี้มีความรู้ความเข้าใจในรายละเอียดของกรมธรรม์จากหลากหลายบริษัท และสามารถช่วยคุณเปรียบเทียบข้อเสนอ วิเคราะห์ความต้องการของคุณ และแนะนำแผนประกันที่เหมาะสมที่สุดให้คุณได้อย่างตรงจุด โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาเองทั้งหมด โบรกเกอร์ที่ดีจะช่วยให้คุณมองเห็นถึงความคุ้มค่าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขเบี้ยประกัน

เคสตัวอย่าง: เบี้ยประกันที่แตกต่างในชีวิตจริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาเคสสมมติต่อไปนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ความคุ้มค่า” ของประกันชั้น 1 นั้นอาจแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละบุคคล

กรณีคุณสมชาย: เน้นความสบายใจ ไม่ติดใจเรื่องราคา

คุณสมชายเป็นเจ้าของรถยนต์ยุโรปป้ายแดง ราคาหลายล้านบาท ใช้งานรถขับจากบ้านในชานเมืองเข้ามาทำงานในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ ทุกวัน ต้องเจอสภาพจราจรหนาแน่น และมักจอดรถในห้างสรรพสินค้าหรืออาคารสำนักงานที่มีความเสี่ยง คุณสมชายเลือกเบี้ยประกันที่ราคาสูงเล็กน้อย แต่มาพร้อมกับ:

    • ทุนประกันที่คุ้มครองมูลค่ารถเต็มที่
    • บริการซ่อมที่ “อู่ห้าง” หรืออู่ซ่อมในเครือศูนย์บริการ เพื่อความมั่นใจในการใช้อะไหล่แท้และคุณภาพการซ่อมที่ดีเยี่ยม
    • ไม่เลือกความรับผิดส่วนแรก เพื่อความสะดวกสบายในการเคลมทุกกรณี โดยไม่ต้องควักกระเป๋าเองแม้แต่บาทเดียวในการเกิดเหตุที่ไม่ใหญ่มากนัก

สำหรับคุณสมชาย ความคุ้มค่าคือ “ความสบายใจสูงสุด” และ “คุณภาพในการซ่อมแซมรถ” ที่ต้องสมบูรณ์แบบ แม้จะต้องแลกมาด้วยเบี้ยประกันที่สูงกว่าก็ตาม

กรณีคุณสุมาลี: เน้นความคุ้มค่า ประหยัดเบี้ยในภาวะค่าครองชีพสูง

คุณสุมาลีเป็นพนักงานบริษัท มีรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นยอดนิยมอายุ 5 ปี ขับขี่ไปทำงานในกรุงเทพฯ ไม่บ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่ใช้รถไฟฟ้า แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีรถเพื่อเดินทางในวันหยุด หรือไปต่างจังหวัดบ้าง ประวัติการขับขี่ดีเยี่ยม ไม่เคยเคลมเลยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คุณสุมาลีเลือกเบี้ยประกันที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังคงให้ความคุ้มครองที่อุ่นใจ โดยเลือก:

    • ทุนประกันที่เหมาะสมกับมูลค่ารถในปัจจุบัน ไม่สูงเกินไป
    • เลือกรับ “ความรับผิดส่วนแรก” 5,000 บาท สำหรับอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี เพราะมั่นใจในการขับขี่ และคิดว่านานๆ ทีจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้
    • เลือกอู่ซ่อมในเครือของบริษัทประกันที่ได้มาตรฐานและมีชื่อเสียงในพื้นที่ใกล้บ้าน ซึ่งไม่ใช่ “อู่ห้าง” แต่เป็นอู่คุณภาพดีที่ไว้ใจได้
    • ใช้ส่วนลดประวัติดี และส่วนลดจากการติดตั้งกล้องติดรถยนต์

สำหรับคุณสุมาลี ความคุ้มค่าคือ “การได้ความคุ้มครองที่จำเป็นในราคาที่จับต้องได้” และ “การบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยตัวเองในระดับที่ยอมรับได้” เพื่อประหยัดเงินในยุคที่ทุกอย่างแพงขึ้น

จากสองกรณีนี้จะเห็นได้ว่า “ความคุ้มค่า” ของประกันชั้น 1 นั้นไม่ได้มีคำตอบเดียวตายตัว ขึ้นอยู่กับความต้องการ ความเสี่ยง และงบประมาณของแต่ละบุคคล

บทสรุป: การลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความอุ่นใจ

เบี้ยประกันชั้น 1 ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องลึกลับอีกต่อไปแล้วใช่ไหมครับ? แท้จริงแล้วมันคือผลลัพธ์จากปัจจัยหลายๆ อย่างที่บริษัทประกันนำมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคลและรถยนต์แต่ละคัน

การเลือกประกันชั้น 1 ที่ชาญฉลาดในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงนี้ ไม่ใช่แค่การมองหาเบี้ยที่ถูกที่สุด แต่คือการทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ ประเมินความต้องการและความเสี่ยงของตัวเองอย่างรอบด้าน และเปรียบเทียบข้อเสนออย่างละเอียด ทั้งในด้านความคุ้มครอง บริการ และส่วนลดต่างๆ ที่คุณมีสิทธิ์ได้รับ

จำไว้เสมอว่าประกันภัย ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การมีประกันที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างสบายใจ มีหลักประกันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตด้วยตัวเอง และช่วยให้ชีวิตในเมืองหลวงที่วุ่นวายแห่งนี้ของคุณราบรื่นขึ้นอีกเยอะเลยครับ

สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

แชทสอบถามทาง Line คลิกที่นี่

About Khumphai.com 409 Articles
นายหน้าประกันวินาศภัยที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้อง และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Khumphai.com ด้วยพื้นฐานการเป็นวิศวกร จึงเข้าใจถึงความสำคัญของการมีหลักประกันที่มั่นคงในยามวิกฤต มุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลด้านประกันภัยที่ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เพื่อให้คนไทยเข้าถึงความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุด เลขที่ใบอนุญาต ประกันวินาศภัย : 6804000691 นาย กำพล พันธ์ประยูร สอบถามเพิ่มเติมโทร 089-341-7740 หรือ Email:kamphon7287@gmail.com

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*