เชื่อว่าหลายคนที่ขับรถผ่านไปแถวถนนเทพรัตน (บางนา-ตราด) ขาเข้า ช่วง กม.19 เมื่อเช้าวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา คงจะใจหายใจคว่ำไปตามๆ กันกับข่าว เพลิงไหม้รถยนต์ ที่ทำให้รถติดอย่างหนัก ภาพควันดำพวยพุ่งขึ้นฟ้าคงทำให้คนมีรถอดคิดตามไม่ได้ว่า… ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราบ้างล่ะ? คำถามที่ดังที่สุดในหัวเลยก็คือ ‘รถไฟไหม้ ประกันจ่ายไหม?’
เห็นข่าวแล้วก็ต้องบอกว่าน่าเห็นใจเจ้าของรถมากๆ ครับ เพราะรถยนต์คันนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ เลย พอเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ขึ้นมา สิ่งที่จะช่วยบรรเทาความเสียหายได้ดีที่สุดก็คือ ‘ประกันรถยนต์’ ที่เราทำไว้นั่นเอง
วันนี้เรามาไขข้อข้องใจนี้กันให้ชัดๆ ไปเลยดีกว่าครับ ว่าถ้าเกิดเหตุรถไฟไหม้ขึ้นมาจริงๆ ประกันแบบไหนถึงจะคุ้มครอง แล้วเรื่องของ ‘ทุนประกัน’ ที่หลายคนมองข้าม มันสำคัญขนาดไหนในสถานการณ์แบบนี้
รถไฟไหม้ ประกันแบบไหนคุ้มครองบ้าง?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ประกันรถยนต์มีหลายประเภทมาก และความคุ้มครองก็แตกต่างกันไปสุดๆ ถ้าพูดถึงกรณีไฟไหม้โดยเฉพาะ เรามาดูกันทีละแบบเลยครับ
ประกันชั้น 1: อุ่นใจได้เลย คุ้มครองแน่นอน
สำหรับคนที่ทำประกันชั้น 1 ไว้ บอกได้คำเดียวว่าสบายใจได้เลยครับ เพราะประกันประเภทนี้ให้ความคุ้มครองครอบคลุมมากที่สุด รวมถึงกรณีไฟไหม้ด้วย ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตาม เช่น:
- ไฟไหม้จากอุบัติเหตุรถชน
- ไฟไหม้จากความผิดปกติของเครื่องยนต์หรือระบบไฟฟ้าลัดวงจร
- ไฟไหม้จากการถูกลอบวางเพลิง
ไม่ว่าต้นเหตุจะมาจากไหน ถ้าคุณมีประกันชั้น 1 บริษัทประกันจะเข้ามาดูแลค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถของคุณเต็มที่ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ครับ
ประกันชั้น 2+ (2 พลัส): คุ้มครอง แต่มีเงื่อนไข!
มาถึงประเภทที่หลายคนนิยมทำกันบ้าง เพราะเบี้ยไม่แพงเท่าประกันชั้น 1 สำหรับประกัน 2+ นั้น จะคุ้มครองความเสียหายต่อรถเราในกรณี ‘รถชนรถ’ เท่านั้นครับ
แปลว่าอะไร? แปลว่าถ้าอยู่ดีๆ รถของคุณเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาเองจากห้องเครื่อง ประกัน 2+ จะ ไม่จ่าย นะครับ! แต่ถ้าเหตุการณ์ไฟไหม้นั้นเกิดจากการชนกับรถยนต์คันอื่นที่มีคู่กรณี แบบนี้ถึงจะสามารถเคลมได้
ประกันชั้น 3+ / 2 / 3 และ พ.ร.บ.: ไม่คุ้มครองกรณีนี้
สำหรับประกันประเภทอื่นๆ ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็น 3 พลัส, ชั้น 2 ธรรมดา, หรือชั้น 3 ธรรมดา จะไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดกับรถของเราจากเหตุไฟไหม้เลยครับ ส่วน พ.ร.บ. นั้นจะดูแลเฉพาะค่ารักษาพยาบาลของคนที่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับตัวรถ
เห็นไหมครับว่าแค่เลือกประเภทประกันผิด ชีวิตก็เปลี่ยนได้เลยในพริบตาเดียว!
‘ทุนประกัน’ พระเอกตัวจริงที่ตัดสินว่าคุณจะเจ็บหนักแค่ไหน
พอเรารู้แล้วว่าประกันชั้น 1 คุ้มครองแน่ๆ คำถามต่อมาคือ ‘แล้วเขาจะจ่ายให้เราเท่าไหร่?’
คำตอบอยู่ในคำว่า ‘ทุนประกัน’ หรือ Sum Insured ครับ
ทุนประกัน คือ วงเงินสูงสุดที่บริษัทประกันจะจ่ายให้เรา กรณีที่รถเสียหายหนักจนซ่อมไม่คุ้ม หรือที่เรียกกันว่า ‘เสียหายโดยสิ้นเชิง’ (Total Loss) ซึ่งกรณีรถถูกไฟไหม้วอดทั้งคันแบบในข่าวมักจะถูกประเมินเป็น Total Loss ครับ
ปกติแล้วทุนประกันจะอยู่ที่ประมาณ 80% ของราคารถ ณ วันที่ทำประกัน
ทุนประกันสูง vs ทุนประกันต่ำ สำคัญยังไง?
ลองนึกภาพตามนะครับ…
สมมติว่ารถของคุณราคาตลาดอยู่ที่ 1,000,000 บาท
- นาย A: เลือกทำประกันชั้น 1 แบบเน้นเบี้ยถูกสุดๆ ได้ทุนประกันมา 700,000 บาท
- นาย B: ยอมจ่ายเบี้ยเพิ่มอีกนิดหน่อย แต่เลือกทุนประกันสูงๆ ที่ 800,000 บาท
ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน รถไฟไหม้เสียหายทั้งคันเหมือนในข่าว:
- นาย A จะได้รับเงินจากบริษัทประกัน 700,000 บาท
- นาย B จะได้รับเงินจากบริษัทประกัน 800,000 บาท
ส่วนต่าง 100,000 บาทนี่แหละครับ คือจำนวนเงินที่อาจจะชี้ชะตาได้เลยว่าคุณจะสามารถนำไปดาวน์รถคันใหม่ได้สบายๆ หรือต้องควักเนื้อตัวเองเพิ่มอีกก้อนโต โดยเฉพาะคนที่รถยังผ่อนไม่หมด การได้ทุนประกันที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณปิดไฟแนนซ์และยังมีเงินเหลืออีกด้วย

ขั้นตอนง่ายๆ เมื่อต้องเคลมประกันกรณีรถไฟไหม้
ถ้าโชคร้ายต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้จริงๆ นี่คือสิ่งที่ต้องทำครับ:
- ตั้งสติให้ดีที่สุด: ความปลอดภัยต้องมาก่อน! รีบออกจากตัวรถให้เร็วที่สุด แล้วโทรแจ้ง 199 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาควบคุมสถานการณ์
- โทรแจ้งบริษัทประกันทันที: หลังจากแน่ใจว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว ให้รีบโทรเข้า Call Center ของบริษัทประกันที่คุณทำไว้โดยด่วน เพื่อแจ้งเหตุเบื้องต้น
- ถ่ายรูปเก็บหลักฐาน: หากอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยพอจะทำได้ ให้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปความเสียหายจากหลายๆ มุมเก็บไว้เป็นหลักฐาน
- ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ: เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานสำคัญในการเคลมประกัน
- เตรียมเอกสารให้พร้อม: โดยทั่วไปจะใช้สำเนาทะเบียนรถ, สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาใบขับขี่, และสำเนากรมธรรม์
จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) ที่จะเข้ามาประเมินความเสียหายและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปครับ
อ่านเพิ่มเติม: หมดกังวลทุกเส้นทาง: คู่มือเลือกประกันชั้น 1 และ พ.ร.บ. ที่ใช่สำหรับคุณ
บทสรุป: อย่าเห็นแก่เบี้ยถูก จนลืมดูทุนประกัน
เหตุการณ์รถไฟไหม้บนถนนบางนา-ตราดในครั้งนี้ เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจชั้นดีสำหรับคนมีรถทุกคนเลยครับว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และการมีประกันที่ ‘ใช่’ และ ‘ครอบคลุม’ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
การเลือกทำประกันรถยนต์ ไม่ใช่แค่การดูว่าเบี้ยประกันถูกที่สุดเท่านั้น แต่ต้องดูความคุ้มครองและ ‘ทุนประกัน’ ให้เหมาะสมกับมูลค่ารถของเราด้วย เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องเคลมขึ้นมาจริงๆ ตัวเลขเหล่านี้แหละที่จะพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของคุณในวันนั้น…ถูกต้องแค่ไหน
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ มีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้บ้าง? เคยมีประสบการณ์เคลมประกันจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ไหม หรือมีวิธีเลือกทุนประกันให้เหมาะสมกับรถของตัวเองยังไง มาแชร์กันในคอมเมนต์ได้นะครับ
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 15 มี.ค. 2569 เวลา 07:43 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment