ข่าวคราวล่าสุดของศิลปินสาว ‘จ๊ะ นงผณี’ ที่ออกมาเปิดใจถึงผลกระทบทางจิตใจที่ครอบครัวต้องเผชิญหลังคุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนไม่ได้ทิ้งไว้แค่รอยแผลทางกายหรือความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ยังสร้างบาดแผลระยะยาวที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างมหาศาล กรณีนี้ทำให้หลายคนกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะขั้นตอนการเคลมประกันรถยนต์เมื่อเป็นฝ่ายถูก ซึ่งหากจัดการไม่ดีพอ อาจกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเราได้เช่นกัน
อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นฝ่ายถูก การรู้ขั้นตอนที่ถูกต้องคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ที่จะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ และจบลงอย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้คุณไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดระยะยาว เราได้สรุป 5 ขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้การเคลมประกันของคุณง่ายและรัดกุมยิ่งขึ้น
ทำไมการเป็น ‘ฝ่ายถูก’ ถึงต้องใส่ใจเรื่องเคลมประกันเป็นพิเศษ?
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเมื่อเป็นฝ่ายถูกแล้ว ทุกอย่างจะง่าย แค่รอให้ประกันของคู่กรณีมาจัดการก็จบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การนิ่งเฉยอาจทำให้เราเสียสิทธิ์หรือได้รับการชดเชยที่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย การดำเนินการอย่างถูกต้องและรวดเร็วไม่เพียงแต่จะรักษาสิทธิ์ของเรา แต่ยังช่วยให้กระบวนการซ่อมรถและการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นอีกด้วย
5 ขั้นตอนเคลมประกันรถยนต์เมื่อเป็นฝ่ายถูกให้จบสวย
ขั้นตอนที่ 1: ตั้งสติและตรวจสอบความปลอดภัย
สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีหลังเกิดเหตุคือ ‘การตั้งสติ’ ครับ หายใจเข้าลึกๆ และประเมินสถานการณ์โดยรอบ
- ตรวจสอบผู้บาดเจ็บ: ดูว่ามีใครในรถของเราหรือรถของคู่กรณีได้รับบาดเจ็บหรือไม่ หากมี ให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 ทันที
- เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน: เพื่อเป็นสัญลักษณ์เตือนให้รถคันอื่นที่สัญจรไปมาใช้ความระมัดระวัง
- ห้ามเคลื่อนย้ายรถ (กรณีมีผู้บาดเจ็บหรือตกลงกันไม่ได้): หากอุบัติเหตุมีความรุนแรง หรือยังไม่สามารถตกลงกับคู่กรณีได้ การรักษาสภาพที่เกิดเหตุไว้ดังเดิมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเป็นหลักฐาน
ขั้นตอนที่ 2: รวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด
ในยุคดิจิทัล หลักฐานคือทุกสิ่งทุกอย่าง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ประกันจะมาถึง ให้ใช้โทรศัพท์มือถือของคุณเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- ถ่ายภาพความเสียหาย: ถ่ายรูปรถของคุณและคู่กรณีหลายๆ มุม ทั้งระยะใกล้และไกล ให้เห็นความเสียหายชัดเจน รวมถึงสภาพแวดล้อม ป้ายทะเบียน และเส้นจราจร
- เก็บข้อมูลคู่กรณี: ขอถ่ายรูปใบขับขี่, กรมธรรม์ประกันภัย และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของคู่กรณี
- หาพยาน (ถ้ามี): หากมีผู้เห็นเหตุการณ์ ลองขอข้อมูลติดต่อเผื่อไว้เป็นพยานในอนาคต
ปัจจุบันนี้ หลักฐานที่ดีที่สุดที่เถียงไม่ได้คือภาพเคลื่อนไหว การมี กล้องติดรถยนต์ ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ จะช่วยลดขั้นตอนการพิสูจน์ความจริงไปได้มาก และทำให้น้ำหนักของเราในการเจรจาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ขั้นตอนที่ 3: โทรแจ้งบริษัทประกันของ ‘เรา’ ทันที
ย้ำอีกครั้งว่าให้โทรแจ้งบริษัทประกันของ ‘เรา’ ก่อนเสมอ อย่าเพิ่งรอประกันของคู่กรณีเพียงอย่างเดียว แม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม
- ให้ข้อมูลที่ชัดเจน: แจ้งเลขทะเบียนรถ, ยี่ห้อ/รุ่น, สีรถ, สถานที่เกิดเหตุ และลักษณะการชนอย่างละเอียด
- ทำไมต้องแจ้งประกันเรา?: เพื่อให้เจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) ของเรามาช่วยดูแลและให้คำแนะนำ ณ ที่เกิดเหตุ ซึ่งจะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของเราได้ดีกว่าการเจรจาเพียงลำพัง และยังสามารถออกใบเคลมให้เรานำรถเข้าซ่อมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคู่กรณี

ขั้นตอนที่ 4: เจรจาและจัดการเอกสาร ณ ที่เกิดเหตุ
เมื่อเจ้าหน้าที่ประกันของทั้งสองฝ่ายมาถึง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเขาในการเจรจาเบื้องต้น สิ่งที่คุณต้องทำคือให้ข้อมูลตามความเป็นจริง และรอรับ ‘ใบเคลม’ หรือ ‘ใบรับรองความเสียหาย’ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญสำหรับนำรถเข้าซ่อม
- ตรวจสอบเอกสาร: ก่อนเซ็นเอกสารใดๆ ควรอ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วน หากไม่แน่ใจ ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ประกันของเราก่อน
- กรณีไม่มีประกันทั้งคู่ หรือคู่กรณีไม่มีประกัน: หากสถานการณ์ซับซ้อน ควรโทรแจ้งตำรวจ (191) เพื่อมายังที่เกิดเหตุและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
ขั้นตอนที่ 5: ติดตามการเคลมและเรียกร้อง ‘ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ’
นี่คือขั้นตอนที่หลายคนมักมองข้ามและเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดระยะยาว หลังจากนำรถเข้าซ่อมแล้ว หน้าที่ของคุณยังไม่จบ
- การนำรถเข้าซ่อม: สามารถเลือกได้ว่าจะซ่อมอู่ในเครือประกัน หรือซ่อมอู่/ศูนย์บริการที่คุณไว้วางใจ (อาจต้องสำรองจ่ายไปก่อน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขกรมธรรม์)
- ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ: ในฐานะฝ่ายถูก คุณมีสิทธิ์เรียกร้องค่าชดเชยสำหรับช่วงเวลาที่ไม่มีรถใช้ระหว่างซ่อมจากบริษัทประกันของคู่กรณีได้ โดยต้องเตรียมเอกสาร เช่น ใบนำรถเข้าซ่อม, ใบรับรถ, สำเนาทะเบียนรถ และเอกสารแสดงรายได้ (ถ้ามี) เพื่อประกอบการพิจารณา
ในมุมมองของนายหน้าประกันภัย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับฝ่ายถูก คือการยอมความหรือเซ็นเอกสารโดยที่ยังไม่เข้าใจรายละเอียดครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่อง ‘ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ’ ที่หลายคนมักถูกมองข้ามไป ซึ่งเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่เราควรได้รับเสมอครับ
อ่านเพิ่มเติม: ย้อนรอย ‘ประกันชั้น 1’: จากอดีตถึงปัจจุบัน ความคุ้มครองที่อยู่คู่ทุกเส้นทางในไทย
บทสรุป: เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการรักษาสิทธิ์
อุบัติเหตุเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่การจัดการปัญหาอย่างมีสติและเป็นระบบจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่ตามมาได้ การทำตาม 5 ขั้นตอนข้างต้น จะช่วยให้คุณในฐานะ ‘ฝ่ายถูก’ สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้อย่างราบรื่น ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วที่สุด โดยไม่ทิ้งบาดแผลระยะยาวไว้ให้เจ็บปวดใจเหมือนในข่าว
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 25 มี.ค. 2569 เวลา 15:16 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment