เมื่อเช้าใครผ่านไปแถวสะพานข้ามแยกวงศ์สว่างบ้างไหมครับ? เห็นข่าวอุบัติเหตุ 3 คันชนกันรวดเดียว ทำเอารถติดท้ายแถวสะสมยาวเหยียดเลยใช่ไหมล่ะครับ นี่แหละครับ ชีวิตจริงของคนใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพฯ ที่เราต้องเจอทุกวันกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่าง อุบัติเหตุบนท้องถนน
พอเห็นภาพข่าวแบบนี้แล้วหลายคนคงใจหายวาบตามๆ กัน แล้วอดคิดไม่ได้ว่า… ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราบ้างล่ะ? วินาทีแรกที่ได้ยินเสียง “โครม!” เราจะตั้งสติได้ไหม? ต้องโทรหาใครก่อน? แล้วเรื่องประกันที่จ่ายเบี้ยทุกปีจะเคลมยังไงให้ไม่วุ่นวายและไม่เสียเปรียบ?
ไม่ต้องกังวลไปครับ! วันนี้ผมจะมาสรุปคู่มือรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินบนท้องถนนฉบับสมบูรณ์ให้เอง ตั้งแต่สเต็ปแรกที่ต้องทำ ไปจนถึงขั้นตอนการคุยกับประกันแบบเข้าใจง่ายที่สุด รับรองว่าอ่านจบแล้วคุณจะอุ่นใจขึ้นเยอะเวลาขับรถในกรุงเทพฯ แน่นอน
ตั้งสติ! สเต็ปแรกที่สำคัญที่สุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดเลยนะครับ คือ “สติ” ครับผมรู้ว่ามันยาก แต่ต้องพยายามหายใจเข้าลึกๆ แล้วตั้งสติให้ได้ก่อน เพราะถ้าเราลนลาน อาจจะทำอะไรผิดพลาดไปแล้วจะยิ่งทำให้เรื่องบานปลายได้ครับ
เมื่อตั้งสติได้แล้ว ให้เปิดไฟฉุกเฉิน (Hazard Lights) ทันทีเพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้รถคันหลังทราบว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นข้างหน้า จากนั้นสำรวจตัวเองและผู้โดยสารในรถว่ามีใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่ เรื่องความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอนะครับ
7 สเต็ปต้องทำ พิชิตเหตุการณ์รถชนแบบมือโปร
หลังจากตั้งสติและดูแลความปลอดภัยเบื้องต้นแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนที่ต้องจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้ากันครับ ลองทำตามทีละขั้นตอนตามนี้ได้เลย
1. หยุดรถและประเมินสถานการณ์
ให้จอดรถนิ่งๆ ไว้ในที่เกิดเหตุ แต่ถ้าหากเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยและรถยังสามารถขับเคลื่อนได้ ประกอบกับอยู่ในช่วงการจราจรหนาแน่นมากๆ การขยับรถเข้าข้างทางเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจรก็เป็นสิ่งที่ควรทำครับ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ ด้วย
2. สำรวจผู้บาดเจ็บและโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน
เดินลงไปดูคู่กรณีและผู้โดยสารของเขา หากพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ ให้รีบโทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินที่เบอร์ 1669 ทันที และให้ข้อมูลตำแหน่งที่เกิดเหตุอย่างชัดเจนที่สุด อย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บด้วยตัวเองหากไม่มีความรู้ที่ถูกต้องนะครับ
3. เก็บหลักฐานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟน การเก็บหลักฐานไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ ให้ใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปหรือวิดีโอสภาพที่เกิดเหตุเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ถ่ายให้เห็นภาพรวมของอุบัติเหตุ ลักษณะความเสียหายของรถเราและรถคู่กรณี เส้นจราจร ป้ายทะเบียนของรถทุกคันที่เกี่ยวข้อง ยิ่งมีหลักฐานเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อการเคลมประกันครับ
และถ้าจะให้ดีที่สุด เดี๋ยวนี้มี กล้องติดรถยนต์ เป็นเหมือนพยานปากเอกที่ช่วยยืนยันเหตุการณ์ได้ชัดเจนมากๆ ลงทุนติดไว้สักตัว สบายใจกว่าเยอะเลยครับ
4. แลกเปลี่ยนข้อมูลกับคู่กรณี (ห้ามใช้อารมณ์!)
ใจเย็นๆ แล้วเข้าไปพูดคุยกับคู่กรณีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นต่อการเคลมประกัน อย่าเพิ่งโต้เถียงกันว่าใครถูกใครผิดนะครับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประกันจะดีกว่า ข้อมูลที่ต้องแลกกันก็ได้แก่:
- ชื่อ-นามสกุล และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
- เลขทะเบียนรถ และยี่ห้อ/รุ่นของรถ
- ชื่อบริษัทประกันภัยและเลขที่กรมธรรม์
- ใบขับขี่ (อาจจะถ่ายรูปเก็บไว้)

5. โทรแจ้งบริษัทประกันภัยของคุณทันที
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญมากๆ ครับ ให้รีบโทรเข้า Call Center ของบริษัทประกันภัยที่คุณทำไวทันที เบอร์โทรฉุกเฉินมักจะอยู่บนสติกเกอร์ที่ติดไว้หน้ารถ หรือในบัตรกรมธรรม์ แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าเกิดอุบัติเหตุ พร้อมบอกรายละเอียดเบื้องต้น เช่น สถานที่เกิดเหตุ ทะเบียนรถคู่กรณี และลักษณะเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่จะแนะนำขั้นตอนต่อไปและส่งพนักงานสำรวจภัย (Surveyor) มายังที่เกิดเหตุครับ
6. รอเจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) มาถึง
เมื่อเจ้าหน้าที่สำรวจภัยมาถึง เขาจะเข้ามาตรวจสอบความเสียหาย ถ่ายรูป และสอบถามเหตุการณ์จากทั้งสองฝ่าย เพื่อประเมินและสรุปว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูกหรือผิด หรือเป็นการประมาทร่วม จากนั้นจะออกเอกสารใบรับรองความเสียหาย หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ใบเคลม” ให้กับเรา
จากประสบการณ์ที่ลูกค้าของเราเคยเจอเคสนี้บ่อยๆ คือการตกลงกันเองด้วยวาจาโดยไม่รอเจ้าหน้าที่ประกัน ซึ่งอาจจะทำให้เราเสียเปรียบได้ในภายหลังครับ โดยเฉพาะถ้าเราเป็นฝ่ายถูก แนะนำว่าให้รอเจ้าหน้าที่มาช่วยตรวจสอบและออกเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรจะดีที่สุดครับ ปลอดภัยกับเรามากกว่า
7. นำรถเข้าซ่อมที่อู่หรือศูนย์บริการ
เมื่อได้ใบเคลมมาแล้ว คุณก็สามารถนำรถและใบเคลมไปติดต่ออู่หรือศูนย์บริการในเครือของบริษัทประกันเพื่อดำเนินการจัดซ่อมได้เลย โดยรายละเอียดการซ่อมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ทางอู่จะประสานงานกับบริษัทประกันให้เองครับ
คำถามคาใจ: ชนแล้วแยก หรือ รอประกันดี?
ในกรุงเทพฯ ที่รถติดเป็นเรื่องปกติ หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่อง “ชนแล้วแยก แลกใบเคลม” หรือระบบ Knock for Knock ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทประกันที่อนุญาตให้ผู้ขับขี่ที่เกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีผู้บาดเจ็บและตกลงกันได้ สามารถแลกใบเคลมที่กรอกรายละเอียดแล้วแยกย้ายกันได้เลยโดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ เพื่อช่วยลดปัญหารถติด
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ และทั้งสองฝ่ายมีประกันชั้น 1 และยอมรับผิดชอบร่วมกันได้ แต่ถ้าหากอุบัติเหตุมีความซับซ้อน มีความเสียหายเยอะ หรือตกลงกันไม่ได้ การรอเจ้าหน้าที่ประกันมาจัดการให้ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดครับ
แล้วพอได้รับใบเคลมมาแล้ว หลายคนก็อาจจะสงสัยเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับการเคลมด้วยใช่ไหมครับ? สามารถอ่านเพิ่มเติมได้เลย: เกิดอุบัติเหตุ เคลมประกัน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม? คำนวณอย่างไร ใครต้องจ่าย?
สรุป: เตรียมพร้อมเสมอ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่การเตรียมความพร้อมและรู้ขั้นตอนการรับมือที่ถูกต้อง จะช่วยเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ แค่มีสติ ทำตามขั้นตอน และมีประกันภัยดีๆ คอยดูแล คุณก็สามารถขับขี่บนท้องถนนในกรุงเทพฯ ได้อย่างสบายใจมากขึ้นแล้ว
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ เคยมีประสบการณ์เจออุบัติเหตุบนท้องถนนกันบ้างไหม? มีวิธีรับมือหรือเคล็ดลับอะไรเจ๋งๆ มาแชร์กันได้ที่คอมเมนต์เลยนะครับ
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 27 เม.ย. 2569 เวลา 10:58 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment