ข่าวอุบัติเหตุบนถนนมิตรภาพ ขาออก ช่วง กม.26+700 เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา คงทำให้หลายคนใจหายและตระหนักถึงความไม่แน่นอนบนท้องถนนมากขึ้นนะครับ พอเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ขึ้น สิ่งที่ตามมาหลังจากการดูแลผู้บาดเจ็บ คือเรื่องของการเคลมประกัน และหนึ่งในคำถามที่มักจะสร้างความสับสนอยู่เสมอคือเรื่อง ‘หักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าสินไหมทดแทน’ นี่แหละครับ
หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ! แค่เอารถไปซ่อมทำไมต้องมีเรื่องภาษีเข้ามาเกี่ยวด้วย? แล้วใครกันแน่ที่ต้องเป็นคนหัก? เราในฐานะเจ้าของรถต้องทำอะไรไหม? วันนี้เรามาไขข้อข้องใจเรื่องนี้กันแบบง่ายๆ เหมือนจับมือทำไปทีละขั้นตอนเลยครับ
เคลมประกันรถยนต์ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย จริงหรือ?
ตอบแบบฟันธงเลยคือ ‘จริง แต่ไม่ใช่ทุกกรณี’ ครับ
การหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงิน ‘ค่าสินไหมทดแทน’ ที่เราได้รับเพื่อชดเชยความเสียหายโดยตรง แต่มันเกี่ยวข้องกับ ‘ค่าบริการ’ หรือ ‘ค่าจ้างทำของ’ ที่เกิดขึ้นจากการซ่อมรถของเราครับ
ลองนึกภาพตามง่ายๆ นะครับ กฎหมายกำหนดให้ผู้ว่าจ้าง (คนจ่ายเงิน) ที่เป็นบริษัทหรือนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องหักภาษีบางส่วนจากเงินที่จะจ่ายให้ผู้รับจ้าง (อู่ซ่อมรถ/ศูนย์บริการ) แล้วนำเงินส่วนนั้นส่งให้กรมสรรพากรโดยตรง มันเป็นเหมือนการช่วยรัฐเก็บภาษีล่วงหน้าจากรายได้ของอู่ซ่อมรถนั่นเอง
ใครเป็นคนหัก? ใครเป็นคนถูกหัก? ใครไม่ต้องทำอะไรเลย?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาแยกบทบาทของแต่ละฝ่ายกันก่อน
- ผู้มีหน้าที่หักภาษี (คนจ่ายเงิน): ส่วนใหญ่คือ บริษัทประกันภัย หรือในบางกรณีคือ บริษัทของคุณ (ถ้ารถเป็นรถของบริษัท)
- ผู้ถูกหักภาษี (คนรับเงิน): คือ อู่ซ่อมรถ หรือ ศูนย์บริการ ที่ดำเนินการซ่อมรถให้เรา
- ผู้ที่ไม่ต้องทำอะไร (ส่วนใหญ่): คือ เราที่เป็นเจ้าของรถ (บุคคลธรรมดา) ครับ
แต่คำว่า ‘ส่วนใหญ่’ ก็แปลว่ามีข้อยกเว้นใช่ไหมล่ะครับ? เราไปดูแต่ละสถานการณ์กันเลยดีกว่า
แยกกรณีให้ชัด: รถส่วนตัว vs. รถบริษัท
สถานการณ์เรื่องภาษีจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นเจ้าของรถ และใครเป็นคนจ่ายค่าซ่อม มาดูกันทีละกรณีครับ
กรณีที่ 1: รถของเรา (บุคคลธรรมดา) เป็นฝ่ายถูก
สบายใจได้เลยครับกรณีนี้! เมื่อมีคนมาชนรถเรา บริษัทประกันของคู่กรณีจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยเขาจะจ่ายเงินค่าซ่อมให้กับอู่หรือศูนย์บริการโดยตรง
ในสถานการณ์นี้ บริษัทประกัน (ซึ่งเป็นนิติบุคคล) เป็นคนจ่ายเงินให้อู่ซ่อมรถ ดังนั้น บริษัทประกันของคู่กรณีจะเป็นผู้ดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากอู่เอง เราในฐานะเจ้าของรถ มีหน้าที่แค่เอารถไปซ่อมและรอรับกลับอย่างเดียว ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเอกสารภาษีใดๆ ทั้งสิ้นครับ
กรณีที่ 2: รถของเรา (บุคคลธรรมดา) เป็นฝ่ายผิด หรือเคลมแบบไม่มีคู่กรณี
ในกรณีนี้ เราต้องใช้ประกันของเราเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะแยกได้ 2 รูปแบบย่อยๆ คือ
- ซ่อมอู่ในเครือประกัน: รูปแบบนี้ง่ายที่สุดครับ เมื่อเรานำรถเข้าซ่อมที่อู่ในเครือ พอซ่อมเสร็จ บริษัทประกันของเราจะจ่ายเงินค่าซ่อมให้อู่โดยตรง และแน่นอนว่า บริษัทประกันจะจัดการเรื่องหักภาษี ณ ที่จ่ายให้เรียบร้อย เรามีหน้าที่แค่จ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ถ้ามี นอกนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรเลย
- ซ่อมอู่นอกเครือ (สำรองจ่ายก่อน): นี่คือจุดที่หลายคนสับสน! การซ่อมอู่นอกเครือ เรามักจะต้อง ‘สำรองจ่าย’ ค่าซ่อมไปก่อนเต็มจำนวน แล้วค่อยนำใบเสร็จไปเบิกกับบริษัทประกันทีหลัง
คำถามคือ ตอนเราจ่ายเงินให้อู่ เราต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม? คำตอบคือ ‘ไม่ต้องครับ’ เพราะเราเป็น ‘บุคคลธรรมดา’ ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดให้มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าบริการ ดังนั้น เราจ่ายค่าซ่อมเต็มจำนวนให้อู่ได้เลย แล้วบริษัทประกันก็จะคืนเงินให้เราเต็มจำนวนเช่นกันครับ

กรณีที่ 3: รถเป็นของบริษัท (นิติบุคคล) และต้องสำรองจ่ายค่าซ่อม
สถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันทีถ้ารถคันที่เกิดเหตุเป็นรถในนามบริษัทครับ!
หากรถบริษัทจำเป็นต้องเข้าซ่อมอู่นอกเครือ และบริษัทของคุณต้องเป็นผู้ ‘สำรองจ่าย’ ค่าซ่อมไปก่อน ในกรณีนี้ บริษัทของคุณ (ซึ่งเป็นนิติบุคคล) มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากอู่ซ่อมรถ ก่อนจ่ายเงินค่าซ่อมครับ
จากนั้น บริษัทของคุณจะต้องออกเอกสารที่เรียกว่า ‘หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50)’ ให้กับอู่ซ่อมรถ เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มีการนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรแล้ว
การจัดการเรื่องเอกสารและขั้นตอนต่างๆ อาจจะซับซ้อนกว่าการเคลมประกันรถยนต์ส่วนบุคคลอยู่บ้าง ซึ่งทำให้การเลือกแผนประกันที่เหมาะสมกับธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญนะครับ หากรู้สึกว่าแผนปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ ลองพิจารณาทางเลือกอื่นๆ ดูบ้างก็ดีครับ
อ่านเพิ่มเติม: หมดใจกับ ‘ประกันชั้น 1’ : ถอนตัวอย่างไร…ให้ไม่เหลือรอย
กรณีที่ 4: รับค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินก้อน (คุมราคา)
บางครั้ง บริษัทประกันอาจจะประเมินความเสียหายและจ่ายเป็นเงินสดให้เราโดยตรง เพื่อให้เราไปจัดการซ่อมเอง (ที่เรียกกันว่า ‘คุมราคา’) เงินก้อนนี้ถือเป็น ‘ค่าสินไหมทดแทน’ เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของเรา ซึ่ง ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน จึงไม่ต้องเสียภาษี และไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ครับ
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับค่าซ่อมรถ คือเท่าไหร่?
สำหรับค่าซ่อมรถยนต์ ซึ่งถือเป็น ‘การจ้างทำของ’ และ ‘ค่าบริการ’ ตามกฎหมาย จะมีอัตราการหักภาษี ณ ที่จ่ายดังนี้ครับ
- ค่าบริการซ่อมรถยนต์: หักในอัตรา 3% ของยอดเงิน
- ค่าอะไหล่ (ถ้าแยกบิลชัดเจน): โดยทั่วไปค่าอะไหล่ถือเป็นการ ‘ขายสินค้า’ ซึ่งไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ส่วนใหญ่อู่มักจะรวมบิลมาเป็นค่าซ่อมทั้งหมด จึงมักจะถูกหัก 3% จากยอดรวมไปเลย
ตัวอย่างง่ายๆ: ค่าซ่อมรถทั้งหมด 20,000 บาท
ภาษีที่ต้องหักคือ 20,000 x 3% = 600 บาท
อู่ซ่อมรถจะได้รับเงิน 19,400 บาท
อีก 600 บาท ผู้ที่หัก (บริษัทประกัน) จะนำส่งให้กรมสรรพากร
สรุปง่ายๆ ให้จำขึ้นใจ
โดยสรุปแล้ว เรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากการเคลมประกันรถยนต์นั้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ‘เรา’ ในฐานะเจ้าของรถบุคคลธรรมดา แทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะบริษัทประกันจะเป็นผู้จัดการให้ทั้งหมด
จะมีเพียงกรณีเดียวที่เราต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือเมื่อ รถเป็นทรัพย์สินของบริษัท และบริษัทต้องสำรองจ่ายค่าซ่อมไปก่อน ซึ่งในกรณีนั้น บริษัทของเราจะต้องเป็นผู้ดำเนินการหักภาษีและออกเอกสารให้ถูกต้องครับ
ดังนั้น ครั้งต่อไปที่นำรถไปเคลมประกัน ก็ไม่ต้องกังวลกับเรื่องภาษีอีกแล้วนะครับ ทำใจให้สบาย แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญอย่างบริษัทประกันจัดการได้เลย!
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ เคยมีประสบการณ์เคลมประกันแล้วเจอเรื่องภาษีที่ทำให้สับสนบ้างไหม? หรือมีคำถามอื่นๆ ที่ยังคาใจอยู่ ลองคอมเมนต์มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะครับ
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 21 มี.ค. 2569 เวลา 13:34 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment