จากบทเรียนอุบัติเหตุทางถนน สู่ประวัติประกันอัคคีภัยไทย: รู้ความคุ้มครองก่อนสายเกินไป

ข่าวสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย วันที่ 24 ก.ค. 69 ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2569 ทำให้หลายคนกลับมาคิดเรื่องความเสี่ยงใกล้ตัวอีกครั้ง และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความเข้าใจ ประวัติประกันอัคคีภัยในประเทศไทย เพราะไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุบนถนนหรือไฟไหม้ในบ้าน สิ่งที่เหมือนกันคือเหตุไม่คาดคิดอาจทำให้ทรัพย์สินและแผนชีวิตเสียหายได้ในเวลาไม่นาน

เราอาจเห็นข่าวรถชนแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์มักพบว่าความเสียหายไม่ได้จบแค่รอยบุบของรถ ยังมีค่ารักษา ค่าเดินทาง รายได้ที่หายไป และเอกสารที่ต้องจัดการอีกมาก เช่นเดียวกับเหตุไฟไหม้ที่ไม่ได้เสียแค่ตัวบ้าน แต่อาจเสียเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าในร้าน และเงินทุนสำหรับเริ่มต้นใหม่

จากอุบัติเหตุบนถนน สู่คำถามเรื่องความคุ้มครอง

บทเรียนสำคัญจากข่าวอุบัติเหตุทางถนนคือ เราไม่สามารถควบคุมคนขับทุกคน สภาพอากาศ หรือเหตุที่เกิดขึ้นกะทันหันได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้คือป้องกันเท่าที่ทำได้ และเตรียมแผนรองรับเมื่อเกิดความเสียหาย

ประกันภัยจึงไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เหตุร้ายไม่เกิดขึ้น ประกันทำหน้าที่ช่วยแบ่งเบาภาระทางเงินเมื่อเหตุที่อยู่ในเงื่อนไขกรมธรรม์เกิดขึ้น เราจ่ายเบี้ยจำนวนหนึ่ง เพื่อโอนความเสี่ยงก้อนใหญ่บางส่วนไปให้บริษัทประกันภัย

หลักคิดนี้ใช้ได้ทั้งกับประกันรถยนต์และประกันอัคคีภัย ประกันรถยนต์ช่วยดูแลความเสียหายจากการใช้รถตามแผนที่เลือก ส่วนประกันอัคคีภัยช่วยคุ้มครองบ้าน อาคาร หรือทรัพย์สินจากไฟไหม้และภัยอื่นที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

ประวัติประกันอัคคีภัยในประเทศไทยเริ่มจากอะไร

ในอดีต เมืองไทยมีบ้านเรือนจำนวนมากที่สร้างด้วยไม้ และชุมชนมักอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น เมื่อเกิดไฟไหม้ ไฟจึงลุกลามจากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่งได้ง่าย การดับเพลิงยังมีข้อจำกัด และการขนย้ายทรัพย์สินก็ทำได้ไม่ทัน

เมื่อการค้าในไทยขยายตัวมากขึ้น มีอาคารพาณิชย์ โกดัง โรงงาน และบ้านเช่าเพิ่มขึ้น ความเสียหายจากไฟไหม้จึงไม่ได้กระทบแค่ครอบครัวเดียว แต่อาจกระทบเจ้าของกิจการ ลูกจ้าง ผู้เช่า เจ้าหนี้ และชุมชนรอบข้างด้วย ความต้องการความคุ้มครองที่เป็นระบบจึงเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเมือง

ช่วงแรก แนวคิดประกันอัคคีภัยได้รับอิทธิพลจากระบบประกันภัยสากลและบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในภูมิภาค ต่อมาธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยค่อย ๆ พัฒนาขึ้น มีบริษัทไทยมากขึ้น และมีการกำกับดูแลให้การออกกรมธรรม์ การเก็บเบี้ย และการชดใช้ค่าสินไหมเป็นไปตามหลักเกณฑ์

พัฒนาการของประกันอัคคีภัยไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนตามสภาพสังคมและรูปแบบทรัพย์สิน จากเดิมที่เน้นความเสียหายจากไฟไหม้เป็นหลัก กรมธรรม์ในปัจจุบันอาจมีความคุ้มครองภัยที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น เช่น ฟ้าผ่า ลมพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือภัยจากน้ำ ทั้งนี้ต้องดูรายละเอียดว่าแผนใดคุ้มครองอะไร และมีข้อยกเว้นแบบไหน

ทำไมความคุ้มครองจึงต้องพัฒนา

บ้านและธุรกิจยุคนี้มีมูลค่าสูงขึ้น ภายในบ้านมีเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และของสะสม ส่วนร้านค้าอาจมีสินค้า วัตถุดิบ เครื่องจักร และเอกสารสำคัญ หากเกิดไฟไหม้ ความเสียหายจึงมีหลายชั้น

  • ความเสียหายต่อตัวอาคาร เช่น หลังคา ผนัง ประตู และระบบไฟฟ้า
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สินภายใน เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ทำงาน
  • ความเสียหายต่อสินค้าและวัตถุดิบของร้านหรือโรงงาน
  • ค่าใช้จ่ายในการเก็บกวาด ซ่อมแซม หรือย้ายไปอยู่ชั่วคราว
  • รายได้ที่หายไป หากธุรกิจต้องหยุดดำเนินงาน

จึงเกิดแผนประกันที่ออกแบบได้ละเอียดขึ้น เจ้าของบ้านอาจเลือกคุ้มครองเฉพาะสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สิน ส่วนเจ้าของกิจการอาจพิจารณาความคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงักเพิ่มด้วย ไม่ใช่ทุกคนต้องซื้อความคุ้มครองเหมือนกัน แต่ควรเลือกให้ตรงกับความเสี่ยงจริง

จากบทเรียนอุบัติเหตุทางถนน สู่ประวัติประกันอัคคีภัยไทย: ทำไมความคุ้มครองจึงสำคัญ

ประกันอัคคีภัยคุ้มครองอะไรบ้าง

คำว่า “ประกันอัคคีภัย” ฟังดูเหมือนคุ้มครองไฟไหม้อย่างเดียว แต่ในทางปฏิบัติกรมธรรม์อาจแบ่งเป็นความคุ้มครองหลักและความคุ้มครองเพิ่มเติม ความคุ้มครองหลักมักเกี่ยวกับความเสียหายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิดในบางกรณี ส่วนภัยเพิ่มเติมต้องเลือกและจ่ายเบี้ยตามเงื่อนไขของแต่ละแผน

ก่อนซื้อ ควรถามให้ชัดว่าคุ้มครองอาคารหรือทรัพย์สินประเภทใดบ้าง เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องชุด อาคารพาณิชย์ ร้านค้า หรือโกดัง หากเป็นผู้เช่า อาจไม่ได้เป็นเจ้าของตัวอาคาร แต่ยังมีทรัพย์สินภายในที่ควรทำประกันได้

อีกเรื่องที่ต้องดูคือทุนประกัน ทุนประกันควรใกล้เคียงกับมูลค่าที่ต้องใช้สร้างหรือซ่อมแซมใหม่ ไม่ใช่ดูจากราคาที่ดินเพียงอย่างเดียว เพราะประกันอาคารโดยทั่วไปไม่ได้หมายความว่าจะจ่ายค่าที่ดินให้ใหม่ หากตั้งทุนต่ำเกินไป เงินชดเชยอาจไม่พอเมื่อเกิดเหตุใหญ่

สิ่งที่ควรอ่านในกรมธรรม์

  • ทรัพย์สินที่เอาประกัน: ระบุให้ชัดว่าคุ้มครองอาคาร ของใช้ในบ้าน สินค้า หรือเครื่องจักร
  • ภัยที่คุ้มครอง: ตรวจว่ามีเฉพาะไฟไหม้ หรือรวมภัยธรรมชาติและภัยอื่นที่ต้องการ
  • ข้อยกเว้น: อ่านกรณีที่บริษัทไม่ต้องจ่าย เช่น การจงใจทำให้เกิดเหตุ หรือการใช้สถานที่ผิดจากที่แจ้ง
  • ค่าเสียหายส่วนแรก: บางแผนอาจให้ผู้เอาประกันรับผิดชอบเงินก้อนแรกก่อน
  • วิธีประเมินค่าสินไหม: ดูว่าจะชดใช้ตามราคาซ่อม ราคาทดแทน หรือมูลค่าทรัพย์สินในวันที่เกิดเหตุ
  • หน้าที่ของผู้เอาประกัน: เช่น ต้องดูแลระบบไฟฟ้า เก็บหลักฐานทรัพย์สิน และแจ้งเหตุโดยเร็ว

ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ อย่าเดาเอง ลองถามบริษัทหรือนายหน้าว่า “ถ้าเกิดเหตุแบบนี้ จะเคลมได้ไหม” พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์จริง เช่น ไฟไหม้จากปลั๊กพ่วง น้ำจากการดับเพลิงทำให้ของเสีย หรือสินค้าในร้านได้รับควันและเขม่าจนขายไม่ได้ คำตอบที่ชัดเจนจะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

บทเรียนจากอุบัติเหตุทางถนนที่นำมาใช้กับบ้านได้

บนถนน เรามักเตรียมใบขับขี่ สำเนาทะเบียนรถ เบอร์ติดต่อฉุกเฉิน และกล้องติดรถยนต์ไว้เป็นหลักฐาน บ้านก็ต้องมีการเตรียมตัวเช่นกัน เพราะเมื่อเกิดไฟไหม้ เจ้าของบ้านอาจไม่มีเวลาค้นหาเอกสารหรือจำรายละเอียดทรัพย์สินทั้งหมด

ควรถ่ายรูปห้องต่าง ๆ และของมีมูลค่าเก็บไว้ในโทรศัพท์หรือระบบออนไลน์ ทำรายการเครื่องใช้ไฟฟ้า รุ่น ราคา และวันที่ซื้อ หากมีใบเสร็จหรือใบรับประกันก็ควรเก็บไว้ด้วย วิธีนี้ช่วยให้การแจ้งเคลมทำได้เป็นระบบมากขึ้น

นอกจากนี้ ควรตรวจสายไฟ ปลั๊กพ่วง เบรกเกอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความร้อนเป็นประจำ ไม่วางของติดเตาแก๊สหรือปล่อยให้แบตเตอรี่ชาร์จในจุดที่อับและร้อนเกินไป ส่วนคอนโดและอาคารพาณิชย์ควรรู้ตำแหน่งถังดับเพลิง ทางหนีไฟ และจุดรวมพล

สำหรับการเดินทาง การมี กล้องติดรถยนต์ ช่วยบันทึกเหตุการณ์และสภาพถนนได้ แต่กล้องไม่ใช่ตัวแทนการขับขี่อย่างปลอดภัย ผู้ขับยังต้องเว้นระยะ ไม่ใช้ความเร็วเกินควร และไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ

หากต้องเปิด GPS หรือรับสาย ควรจอดในจุดปลอดภัยก่อน หรือใช้ ที่วางโทรศัพท์ในรถยนต์ลายการ์ตูนน่ารัก เพื่อให้มองเส้นทางได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องถือโทรศัพท์ ทั้งนี้ควรตั้งเส้นทางก่อนออกรถ และหลีกเลี่ยงการก้มดูหน้าจอระหว่างรถกำลังเคลื่อนที่

อ่านเพิ่มเติม: ย้อนรอยเส้นทางความอุ่นใจ: ประวัติประกันชั้น 3 ที่คุณควรรู้

ถ้าเกิดเหตุ ต้องทำอย่างไรจึงจะเคลมง่ายขึ้น

กรณีอุบัติเหตุรถยนต์

อันดับแรกให้ดูความปลอดภัยของคนก่อน หากมีผู้บาดเจ็บควรโทรขอความช่วยเหลือ จากนั้นติดต่อบริษัทประกันตามเบอร์ที่อยู่ในกรมธรรม์หรือบัตรประกันภัย อย่าเพิ่งขยับรถถ้าไม่จำเป็นและปลอดภัยพอ เพราะตำแหน่งรถอาจช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเหตุได้

ถ่ายภาพมุมกว้าง สภาพรถ ป้ายทะเบียน ถนน รอยเบรก สัญญาณไฟ และสิ่งกีดขวาง หากมีพยานให้ขอชื่อและช่องทางติดต่อ อย่ารับปากเรื่องค่าเสียหายแทนบริษัทประกัน และอย่าเซ็นเอกสารที่ยังอ่านไม่เข้าใจ

กรณีไฟไหม้หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน

ออกจากพื้นที่ก่อน อย่าเสี่ยงกลับเข้าไปเก็บของ และโทรแจ้งหน่วยงานฉุกเฉิน เมื่อปลอดภัยแล้วให้แจ้งบริษัทประกันโดยเร็ว ถ่ายภาพและวิดีโอความเสียหายจากหลายมุม เก็บชิ้นส่วนหรือทรัพย์สินที่เสียหายไว้เท่าที่ทำได้ และอย่าเพิ่งทิ้งของจนกว่าจะได้รับคำแนะนำ

เอกสารที่อาจต้องใช้มีบัตรประชาชน สำเนากรมธรรม์ ภาพความเสียหาย รายการทรัพย์สิน ใบเสนอราคาซ่อม และเอกสารจากเจ้าหน้าที่ เช่น บันทึกประจำวันหรือรายงานเหตุ ทั้งนี้เอกสารจริงขึ้นอยู่กับประเภทความเสียหายและเงื่อนไขของแต่ละบริษัท

จากประสบการณ์ที่ลูกค้าของเราเคยเจอเคสนี้ สิ่งที่ช่วยได้มากคือการถ่ายรูปทรัพย์สินไว้ก่อนเกิดเหตุและแจ้งข้อมูลตามจริงตั้งแต่ต้น เพราะทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพความเสียหายและแนะนำขั้นตอนได้ตรงจุดมากขึ้น

เลือกประกันอัคคีภัยอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

เริ่มจากถามตัวเองง่าย ๆ ว่า ถ้าบ้านเสียหายวันนี้ ต้องใช้เงินเท่าไรเพื่อซ่อมหรือหาที่อยู่ชั่วคราว ถ้าเป็นร้านค้า ต้องใช้เงินเท่าไรเพื่อซื้อสินค้าใหม่และกลับมาเปิดร้าน แล้วเงินสำรองที่มีพอหรือไม่ คำตอบจะช่วยให้เห็นขนาดความเสี่ยงของตัวเอง

จากนั้นแยกทรัพย์สินเป็น 3 กลุ่ม คือ อาคาร ทรัพย์สินภายใน และทรัพย์สินเพื่อการค้า ตรวจว่ากลุ่มใดมีมูลค่าสูงและหากเสียหายแล้วกระทบชีวิตมากที่สุด แล้วค่อยเปรียบเทียบแผนประกันโดยดูความคุ้มครอง ทุนประกัน ข้อยกเว้น ค่าเสียหายส่วนแรก และบริการเคลม ไม่ควรเลือกจากเบี้ยถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว

ผู้กู้ซื้อบ้านควรตรวจเงื่อนไขของธนาคารด้วย เพราะบางกรณีธนาคารอาจกำหนดให้มีประกันอัคคีภัยสำหรับหลักประกัน แต่ความคุ้มครองของธนาคารอาจไม่ครอบคลุมทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด เจ้าของบ้านจึงควรดูว่าตนเองต้องการความคุ้มครองเพิ่มหรือไม่

ผู้เช่าควรถามเจ้าของอาคารว่าอาคารมีประกันอะไรอยู่แล้ว และประกันนั้นคุ้มครองเฉพาะโครงสร้างหรือรวมของใช้ของผู้เช่าด้วย โดยมากทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เช่าอาจต้องจัดทำประกันแยกเอง

ความปลอดภัยต้องมาก่อนประกันเสมอ

ประกันช่วยลดผลกระทบทางการเงิน แต่ไม่ควรใช้แทนการป้องกัน ตรวจถังดับเพลิงและสัญญาณเตือนควันตามกำหนด ปิดเตาและถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้งาน ไม่ชาร์จอุปกรณ์บนที่นอน และสอนเด็กในบ้านว่าเมื่อได้กลิ่นไหม้หรือเห็นควันต้องรีบแจ้งผู้ใหญ่และออกจากพื้นที่

บนถนนก็ควรคาดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกกันน็อก ไม่ขับรถขณะง่วงหรือดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ประมาทเมื่อฝนตก เพราะการลดโอกาสเกิดเหตุเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด เมื่อการป้องกันทำคู่กับประกัน เราจะรับมือกับเหตุไม่คาดคิดได้มั่นใจกว่าเดิม

อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 25 ก.ค. 2569 เวลา 11:57 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)

✍️ บทความนี้เขียนและตรวจสอบความถูกต้องโดย: ทีมงานนายหน้าประกันวินาศภัย Khumphai.com เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เอาประกัน
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ลองสำรวจบ้านและรถของตัวเองดูนะว่า จุดไหนยังมีความเสี่ยง และถ้าเกิดเหตุขึ้นจริง ความคุ้มครองที่มีอยู่จะช่วยได้แค่ไหน หากมีประสบการณ์เคลมหรือมีคำถามเกี่ยวกับประกันอัคคีภัย แบ่งปันความคิดเห็นไว้ในช่องคอมเมนต์ได้เลย เราอยากฟังเรื่องของคุณ

สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

แชทสอบถามทาง Line คลิกที่นี่

About Khumphai.com 432 Articles
นายหน้าประกันวินาศภัยที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้อง และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Khumphai.com ด้วยพื้นฐานการเป็นวิศวกร จึงเข้าใจถึงความสำคัญของการมีหลักประกันที่มั่นคงในยามวิกฤต มุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลด้านประกันภัยที่ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เพื่อให้คนไทยเข้าถึงความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุด เลขที่ใบอนุญาต ประกันวินาศภัย : 6804000691 นาย กำพล พันธ์ประยูร สอบถามเพิ่มเติมโทร 089-341-7740 หรือ Email:kamphon7287@gmail.com

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*