ข่าวอุบัติเหตุรถโดยสารเสียหลักลงข้างทางบนถนนมิตรภาพ ที่มีผู้บาดเจ็บถึง 15 ราย คงทำให้หลายคนที่ต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะเป็นประจำรู้สึกใจหายไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ พอเห็นข่าวแบบนี้ทีไร คำถามเรื่อง ประกันอุบัติเหตุรถโดยสาร ก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที ว่าถ้าเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้เกิดขึ้นกับเราหรือคนใกล้ตัว ใครจะเข้ามาดูแล? สิทธิที่เราจะได้รับมีอะไรบ้าง? แล้วมันเพียงพอหรือเปล่า?
อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่การทำความเข้าใจเรื่องสิทธิความคุ้มครองต่างๆ ถือเป็นการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดครับ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจทั้งหมดนี้กันแบบเข้าใจง่ายๆ ย้อนรอยอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าความคุ้มครองพื้นฐานจากภาครัฐ และความคุ้มครองเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัยนั้น แตกต่างและสำคัญกับเราแค่ไหน
ความคุ้มครองด่านแรกที่ทุกคนมี: พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
เวลาเราพูดถึงประกันรถยนต์ หลายคนอาจนึกถึงประกันชั้น 1, 2+, 3+ แต่จริงๆ แล้วมีประกันภาคบังคับที่รถทุกคันต้องมีตามกฎหมาย นั่นก็คือ “พ.ร.บ.” หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ครับ
เจ้าง่ายๆ มันคือหลักประกันพื้นฐานที่รัฐมอบให้ผู้ประสบอุบัติเหตุจากรถทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้โดยสาร คนเดินถนน หรือแม้แต่คู่กรณี โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ก็สามารถเบิกค่าเสียหายเบื้องต้นได้ทันที
ในฐานะผู้โดยสาร เราได้อะไรจาก พ.ร.บ. บ้าง?
สิทธิจาก พ.ร.บ. จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ:
- ค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายทันที ไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด)
เป็นเงินก้อนแรกที่ผู้ประสบภัยจะได้รับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ประกอบด้วย:
- ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน
- กรณีเสียชีวิต, สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร: ได้รับเงินชดเชย 35,000 บาทต่อคน
- ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินจากค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายเมื่อพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก)
หลังจากมีการสรุปแล้วว่าอุบัติเหตุเกิดจากความประมาทของฝั่งรถโดยสาร เราในฐานะผู้โดยสาร (ซึ่งเป็นฝ่ายถูก) จะมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม ดังนี้:
- ค่ารักษาพยาบาล: วงเงินสูงสุดจะเพิ่มเป็น 80,000 บาทต่อคน
- กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง: วงเงินสูงสุดคือ 500,000 บาทต่อคน
- เงินชดเชยรายวัน: กรณีที่ต้องนอนโรงพยาบาล จะได้รับวันละ 200 บาท (สูงสุดไม่เกิน 20 วัน)
เห็นวงเงินแล้วก็พอจะอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งใช่ไหมครับ แต่นี่เป็นเพียงความคุ้มครองขั้นพื้นฐานเท่านั้น ในความเป็นจริง ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุรุนแรงอาจสูงกว่านี้มาก และนั่นคือเหตุผลที่ประกันภัยภาคสมัครใจเข้ามามีบทบาทสำคัญ

เหนือกว่าด้วยความคุ้มครองจาก “ประกันภัยภาคสมัครใจ”
รถโดยสารสาธารณะส่วนใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทเดินรถที่มีมาตรฐาน มักจะทำประกันภัยภาคสมัครใจเพิ่มเติมไว้เสมอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร และรองรับความเสียหายที่เกินกว่าวงเงินของ พ.ร.บ. ครับ
ประกันส่วนนี้จะให้ความคุ้มครองผู้โดยสารผ่านเอกสารแนบท้ายที่เรียกว่า “ความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล” หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า PA (Personal Accident) นั่นเอง
แล้วประกันภาคสมัครใจคุ้มครองอะไรเพิ่มบ้าง?
- เพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาล: หากค่ารักษาพยาบาลของคุณเกิน 80,000 บาทที่ได้จาก พ.ร.บ. ประกันภาคสมัครใจจะเข้ามาจ่ายส่วนต่างที่เหลือให้ตามวงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
- เพิ่มเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตและทุพพลภาพ: ผู้โดยสารจะได้รับเงินชดเชยเพิ่มเติมนอกเหนือจาก 500,000 บาทของ พ.ร.บ. ซึ่งวงเงินส่วนนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัทรถโดยสาร ตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาทเลยทีเดียว
- ความคุ้มครองอื่นๆ: บางกรมธรรม์อาจมีความคุ้มครองปลีกย่อยเพิ่มเติม เช่น เงินปลอบขวัญ หรือค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพ เป็นต้น
ดังนั้น เวลาเกิดอุบัติเหตุใหญ่ๆ เรามักจะได้ยินข่าวว่าผู้เสียชีวิตได้รับเงินเยียวยาไม่เท่ากัน นั่นก็เพราะวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ภาคสมัครใจของรถแต่ละคันที่ทำไว้นั้นแตกต่างกันนั่นเองครับ
ถ้าเกิดเหตุขึ้นกับเรา ต้องทำอย่างไร? (คู่มือฉบับย่อ)
การรู้ขั้นตอนที่ถูกต้องจะช่วยให้เรารักษาสิทธิของตัวเองได้อย่างเต็มที่ครับ หากโชคร้ายต้องไปอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ ลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ดูนะครับ
- ตั้งสติและรวบรวมหลักฐาน: สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ตั๋วโดยสาร” ครับ อย่าเพิ่งทิ้งเด็ดขาด! เพราะมันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าเราเป็นผู้โดยสารในเที่ยวรถนั้นจริงๆ หากทำได้ ให้ถ่ายรูปสภาพที่เกิดเหตุไว้ด้วย
- เข้ารับการรักษาพยาบาล: แจ้งกับทางโรงพยาบาลว่าประสบอุบัติเหตุจากรถ เพื่อให้โรงพยาบาลดำเนินการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นจาก พ.ร.บ. ได้ทันที โดยเราไม่ต้องสำรองจ่าย (ในวงเงิน 30,000 บาทแรก)
- เก็บเอกสารให้ครบถ้วน: รวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมด เช่น สำเนาบัตรประชาชน, ใบรับรองแพทย์, ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล และใบแจ้งความหรือบันทึกประจำวันจากตำรวจ
- ติดต่อบริษัทรถโดยสาร: แจ้งเรื่องไปยังบริษัทเจ้าของรถทัวร์โดยเร็วที่สุด เพื่อสอบถามเกี่ยวกับสิทธิความคุ้มครองจากประกันภัยภาคสมัครใจที่บริษัทได้ทำไว้
การเดินทางทุกครั้งมีความเสี่ยง การเลือกใช้บริการบริษัทรถโดยสารที่มีมาตรฐานและใส่ใจในความปลอดภัยของผู้โดยสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้อุบัติเหตุจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่การเตรียมพร้อมและรู้สิทธิของตัวเอง จะช่วยให้เราผ่านสถานการณ์เลวร้ายไปได้ดีขึ้นครับ

Be the first to comment