สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน เมื่อเร็วๆ นี้เราคงได้ติดตามข่าวเศร้าสะเทือนใจกับกรณีการจากไปของ ‘น้องจูน’ พนักงานฉุกเฉินการแพทย์ ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตขณะกำลังเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้คน ข่าวนี้ไม่เพียงแต่สร้างความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและสังคม แต่ยังตอกย้ำให้เราเห็นว่า อุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยนั้นรุนแรงและคาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ จากเหตุการณ์สลดที่มีการชนอย่างรุนแรงนี้ ในมุมของการบริหารความเสี่ยงและประกันภัย หลายคนมักมีข้อสงสัยว่า ถ้ารถชนหนักจนพังยับเยิน ซ่อมไม่คุ้ม ประกันจะรับผิดชอบอย่างไร? วันนี้ผมจะพามาเจาะลึกและทำความเข้าใจเรื่องการ คืนทุนประกันรถยนต์ กันครับ เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ติดตัว ไว้เป็นเกราะป้องกันและรักษาสิทธิ์ของตนเองในยามที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
‘คืนทุนประกันรถยนต์’ (Total Loss) คืออะไร? อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ
ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด การคืนทุนประกัน หรือในภาษาประกันเรียกว่า Total Loss (ความเสียหายสิ้นเชิง) คือ การที่รถยนต์ของคุณเกิดอุบัติเหตุชนหนักมากจนสภาพรถพังยับเยิน และทางบริษัทประกันภัยประเมินแล้วว่า “ซ่อมไปก็ไม่คุ้ม” หรือ “ซ่อมแล้วก็ไม่สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยเหมือนเดิม” บริษัทประกันจึงเลือกที่จะจ่ายเงินก้อนชดเชยให้คุณเต็มจำนวนตาม ‘ทุนประกัน’ ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์แทนการเอารถไปซ่อมครับ
รถพังแค่ไหน ถึงจะเข้าเงื่อนไข “ซ่อมไม่ได้” หรือต้องคืนทุน?
หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วบริษัทประกันใช้เกณฑ์อะไรมาวัดว่ารถคันนี้ซ่อมไม่ได้แล้ว? ในหลักเกณฑ์มาตรฐานของ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ระบุไว้ว่า หากค่าประเมินในการซ่อมแซมรถยนต์ สูงเกินกว่า 70% ของมูลค่าทุนประกันรถยนต์คันนั้น จะถือว่าเป็นความเสียหายสิ้นเชิง หรือ Total Loss ทันทีครับ
ตัวอย่างเช่น: สมมติว่ารถของคุณทำประกันชั้น 1 ไว้ โดยมีทุนประกันอยู่ที่ 500,000 บาท เกิดอุบัติเหตุชนหนัก ทางอู่หรือศูนย์บริการประเมินค่าซ่อมออกมาที่ 400,000 บาท ซึ่งเกิน 70% (350,000 บาท) ของทุนประกัน กรณีแบบนี้ประกันจะแนะนำให้ทำเรื่อง คืนทุนประกันรถยนต์ 500,000 บาท ให้กับคุณครับ
ขั้นตอนการขอเคลมแบบ ‘คืนทุนประกัน’ ต้องทำอย่างไรบ้าง?
เมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนคาดว่ารถน่าจะซ่อมไม่ได้ สติคือสิ่งสำคัญที่สุดครับ ลองมาดูขั้นตอนการจัดการกันครับ
1. แจ้งเหตุ รวบรวมหลักฐาน และดูแลคนเจ็บก่อน
แน่นอนว่าสิ่งแรกคือการดูแลผู้บาดเจ็บและโทรเรียกกู้ภัย จากนั้นให้รีบโทรแจ้งบริษัทประกันภัยทันที และรอเจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) มาถึงที่เกิดเหตุ การมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนจะช่วยให้รูปคดีและการเคลมง่ายขึ้นมาก โดยเฉพาะภาพจาก กล้องติดรถยนต์ ซึ่งเปรียบเสมือนพยานปากเอกที่จับภาพเหตุการณ์ทุกวินาที ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์และจัดหาคนผิดมารับผิดชอบได้รวดเร็วขึ้นครับ
2. การประเมินความเสียหายโดยบริษัทประกัน
รถของคุณจะถูกลากไปที่อู่หรือศูนย์บริการที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัทประกัน เพื่อช่างผู้เชี่ยวชาญทำการรื้อและประเมินราคาค่าซ่อมอย่างละเอียด หากพบว่าค่าซ่อมทะลุ 70% ทางบริษัทจะติดต่อคุณเพื่อเสนอการคืนทุนประกันครับ
อ่านเพิ่มเติม: จากข่าวเศร้า…สู่การให้ที่ยิ่งใหญ่: ประกันอุบัติเหตุช่วยบรรเทาภาระในวันที่ไม่คาดฝันได้อย่างไร
3. การทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ “ซากรถ”
เมื่อคุณตกลงรับเงินคืนทุนประกันเต็มจำนวน เงื่อนไขสำคัญคือ คุณจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ซากรถคันนั้นให้กับบริษัทประกันภัย ครับ หมายความว่าคุณจะได้เงินก้อนตามทุนประกันไปดาวน์รถใหม่ หรือนำไปใช้จ่ายอื่นๆ แต่คุณจะไม่สามารถนำซากรถกลับไปขายเองได้อีกแล้ว ต้องส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียน (เล่มฟ้า) กุญแจรถ และเซ็นเอกสารโอนลอยให้บริษัทประกันจัดการต่อไป

4. หากรถยังติดไฟแนนซ์อยู่ล่ะ? จะทำอย่างไร?
นี่คือคำถามยอดฮิตเลยครับ ถ้ารถที่ชนหนักจนต้องคืนทุนยังผ่อนไม่หมด บริษัทประกันจะสั่งจ่ายเช็คให้กับ บริษัทไฟแนนซ์ (ผู้รับผลประโยชน์ในกรมธรรม์) ก่อนครับ เพื่อไปปิดยอดหนี้คงค้าง
– ถ้าเงินประกัน > ยอดหนี้: ไฟแนนซ์หักหนี้เสร็จ เงินส่วนต่างที่เหลือจะถูกโอนคืนให้คุณ
– ถ้าเงินประกัน < ยอดหนี้: ประกันจ่ายเต็มทุนแล้ว แต่หนี้ยังเหลือ คุณ(ผู้เช่าซื้อ) ต้องเป็นคนควักกระเป๋าจ่ายส่วนต่างที่เหลือให้กับไฟแนนซ์เองครับ
ประสบการณ์จากหน้างาน: สิ่งที่หลายคนมักพลาด!
จากประสบการณ์ที่ผมดูแลลูกค้าเคลมประกันภัยมาหลายปี สิ่งที่ต้องระวังที่สุดในมุมของนายหน้าประกันภัย คือเรื่องของแต่งครับ! บางครั้งลูกค้าไปแต่งรถเพิ่มมูลค่าหลักแสน ทั้งล้อแม็กซ์ เครื่องเสียง แต่ดัน ไม่ได้แจ้งสลักหลังกรมธรรม์กับบริษัทประกัน เมื่อเกิดเหตุชนหนักจนต้องคืนทุน ประกันจะจ่ายให้ตามราคารถมาตรฐานที่ระบุในทุนประกันเท่านั้น ทำให้ลูกค้าขาดทุนส่วนที่แต่งไปเป็นแสนอย่างน่าเสียดายมากๆ ครับ ดังนั้นใครที่แต่งรถมา อย่าลืมโทรแจ้งประกันให้เพิ่มความคุ้มครองส่วนนี้ด้วยนะครับ จ่ายเบี้ยเพิ่มอีกนิดหน่อยแต่อุ่นใจกว่าเยอะ
สรุปทิ้งท้าย
เหตุการณ์ความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ ‘น้องจูน’ หรือใครก็ตาม ล้วนเป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนสติให้เราขับขี่ด้วยความไม่ประมาท การทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่มีทุนประกันครอบคลุมและเหมาะสมกับมูลค่ารถ ถือเป็นการซื้อความเสี่ยงที่คุ้มค่าที่สุด เพราะในวันที่เกิดเหตุการณ์รถพังจนซ่อมไม่ได้ การ คืนทุนประกันรถยนต์ จะเป็นทางออกที่ช่วยเยียวยาภาระทางการเงินให้คุณลุกขึ้นตั้งหลักใหม่ได้เร็วขึ้นครับ
สุดท้ายนี้ หากคุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการทำประกัน หรือเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเคลมรถชนหนัก สามารถคอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนกันที่ด้านล่างได้เลยนะครับ ผมรออ่านและพร้อมให้คำปรึกษาทุกคนครับ!
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 22 พ.ค. 2569 เวลา 17:20 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment