ข่าวอุบัติเหตุสะเทือนใจบนถนนเมืองกาญจนบุรี ที่รถกระบะพุ่งชนคุณยายวัย 71 ปีจนเสียชีวิต ถือเป็นเรื่องน่าสลดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นครับ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข่าวนี้ก็ทำให้หลายคนฉุกคิดถึงคำถามใกล้ตัวที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้… ‘ถ้าคนขับไม่ใช่เจ้าของรถล่ะ?’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารถคันนั้นทำ ประกันรถยนต์ระบุผู้ขับขี่ ไว้ เรื่องราวจะซับซ้อนขึ้นขนาดไหน?
เชื่อว่าหลายคนคงเคยตกอยู่ในสถานการณ์จำเป็นต้องยืมรถเพื่อน, รถคนในครอบครัว, หรือแม้กระทั่งให้คนอื่นยืมรถไปใช้บ้าง ไม่ว่าจะไปทำธุระใกล้ๆ หรือเดินทางข้ามจังหวัด แล้วถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ คำถามแรกที่จะผุดขึ้นในหัวคือ ‘ประกันจ่ายไหม?’ วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกแง่มุมของคำถามนี้กันแบบหมดเปลือก ให้คุณเข้าใจง่ายๆ เหมือนจับมือทำเลยครับ
ประกันรถยนต์ระบุผู้ขับขี่ คืออะไรกันแน่?
ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ‘ประกันระบุผู้ขับขี่’ มันคืออะไร ทำไมคนถึงนิยมทำกัน
พูดง่ายๆ มันคือประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ (ไม่ว่าจะเป็นชั้น 1, 2+ หรือ 3+) ที่เจ้าของรถ ‘แจ้งชื่อผู้ขับขี่หลัก’ กับบริษัทประกันไว้ล่วงหน้าเลย โดยปกติจะสามารถระบุได้สูงสุด 2 คนครับ
แล้วทำไมต้องระบุชื่อ?
คำตอบคือ ‘เพื่อรับส่วนลดค่าเบี้ยประกัน’ ครับ!
บริษัทประกันจะประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลของผู้ขับขี่ที่ระบุชื่อไว้ เช่น อายุ, ประวัติการขับขี่ ถ้าคนขับมีความเสี่ยงต่ำ (เช่น อายุเยอะ ประวัติขับขี่ดี) ค่าเบี้ยประกันก็จะถูกลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจลดได้ตั้งแต่ 5% – 20% เลยทีเดียว นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลายคนเลือกทำประกันแบบนี้เพื่อความประหยัดนั่นเองครับ
คำถามสำคัญ: ขับรถคนอื่นที่เป็นประกันระบุชื่อ แล้วชน… คุ้มครองไหม?
มาถึงไฮไลท์ของเรื่องนี้กันแล้วครับ ถ้าเราไปยืมรถเพื่อนมาขับ แล้วดันเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ทั้งๆ ที่ชื่อเราไม่ได้ถูกระบุไว้ในกรมธรรม์… จะทำยังไงดี?
ขอตอบให้สบายใจก่อนเลยว่า… เคลมได้ครับ! แต่มีเงื่อนไขที่คุณต้องรู้
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าถ้าคนขับไม่มีชื่อในกรมธรรม์ ประกันจะไม่คุ้มครองเลย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ ตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประกันยังคงให้ความคุ้มครองอยู่ แต่ผู้เอาประกัน (เจ้าของรถ) และผู้ขับขี่จะต้องร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายบางส่วน ที่เรียกว่า ‘ค่าเสียหายส่วนแรก’ (Deductible หรือ Excess) ครับ
เรามาแยกดูความคุ้มครองเป็น 2 ส่วนหลักๆ กันดีกว่า
1. ความคุ้มครองต่อบุคคลภายนอก (คู่กรณีของเรา)
ส่วนนี้ไม่ต้องกังวลเลยครับ บริษัทประกันจะยังคงรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคู่กรณีของเราอย่างเต็มที่ตามวงเงินในกรมธรรม์ ไม่ว่าจะเป็น
- ค่ารักษาพยาบาล: หากคู่กรณีได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ประกันจะจ่ายให้ตามจริง แต่ไม่เกินวงเงินที่ระบุไว้
- ค่าซ่อมรถหรือทรัพย์สิน: หากรถหรือทรัพย์สินของคู่กรณีเสียหาย ประกันก็จะจ่ายค่าซ่อมให้เช่นกัน
ดังนั้น สบายใจได้เลยว่าคู่กรณีของเราจะได้รับการดูแลแน่นอนครับ
2. ความเสียหายต่อรถคันที่เอาประกัน (รถของเพื่อนที่เรายืมมา)
ส่วนนี้แหละครับคือ ‘เงื่อนไข’ ที่เราพูดถึง หากรถคันที่เรายืมมาขับได้รับความเสียหาย เราในฐานะคนขับ (หรือเจ้าของรถ) จะต้องจ่ายเงินก้อนหนึ่งก่อน เพื่อให้ประกันเริ่มทำการซ่อมรถของเรา เงินก้อนนี้เรียกว่า ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อยๆ คือ
- ประมาณ 6,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของเราเอง
- ประมาณ 2,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (ในกรณีที่เราเป็นฝ่ายผิด)
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ:
สมมติว่าคุณยืมรถเพื่อนไปแล้วเกิดอุบัติเหตุชนกับรถคันอื่น (คุณเป็นฝ่ายผิด) รถเพื่อนคุณกันชนหน้าแตก ค่าซ่อม 15,000 บาท ส่วนรถคู่กรณีไฟท้ายแตก ค่าซ่อม 8,000 บาท
สิ่งที่คุณ (หรือเพื่อน) ต้องจ่ายคือ:
– ค่า Deductible สำหรับซ่อมรถเพื่อน 6,000 บาท
– ค่า Deductible สำหรับซ่อมรถคู่กรณี 2,000 บาท
– รวมเป็นเงิน 8,000 บาท
ส่วนที่ประกันจะจ่ายคือ:
– ค่าซ่อมรถเพื่อนส่วนที่เหลือ: 15,000 – 6,000 = 9,000 บาท
– ค่าซ่อมรถคู่กรณีเต็มจำนวน: 8,000 บาท
เห็นไหมครับว่าประกันยังจ่ายอยู่ แต่เราต้องร่วมรับผิดชอบในส่วนแรกก่อนนั่นเอง

ขั้นตอนเคลมประกัน เมื่อเราไม่ใช่คนขับที่ระบุชื่อ
หากโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ ตอนที่เราขับรถคนอื่นอยู่ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้อย่างมีสติครับ
- ตั้งสติและตรวจสอบผู้บาดเจ็บ: สิ่งแรกที่ต้องทำคือสำรวจตัวเอง คนในรถ และคู่กรณีว่ามีใครบาดเจ็บหรือไม่ ถ้ามี ให้รีบโทรเรียกรถพยาบาลและตำรวจทันที (โทร 1669 และ 191)
- โทรแจ้งบริษัทประกัน: รีบโทรหาบริษัทประกันของรถคันที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด แจ้งรายละเอียดเบื้องต้น เช่น สถานที่เกิดเหตุ ลักษณะการชน และแจ้งให้ชัดเจนว่าผู้ขับขี่ไม่ใช่บุคคลที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์
- ถ่ายรูปเก็บหลักฐาน: ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปที่เกิดเหตุจากหลายๆ มุม ทั้งความเสียหายของรถเราและรถคู่กรณี ป้ายทะเบียน และสภาพแวดล้อมโดยรอบ
- ห้ามยอมรับผิด: จนกว่าเจ้าหน้าที่ประกันจะมาถึงที่เกิดเหตุ ไม่ควรพูดหรือเซ็นเอกสารยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด ให้รอการประเมินจากเจ้าหน้าที่ก่อน
- แจ้งเจ้าของรถ: หลังจากจัดการสถานการณ์เบื้องต้นแล้ว ให้รีบโทรแจ้งเจ้าของรถให้ทราบเรื่องทันที เพื่อให้เขารับทราบและช่วยประสานงานกับบริษัทประกัน
- เตรียมเอกสาร: เตรียมเอกสารสำคัญ เช่น ใบขับขี่ของคุณ, สำเนากรมธรรม์ (ถ้ามี), และสำเนาทะเบียนรถ เพื่อมอบให้กับเจ้าหน้าที่สำรวจภัย
สรุป: ขับรถคนอื่นที่เป็นประกันระบุชื่อ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
สรุปแล้ว การขับรถคนอื่นที่มีประกันแบบระบุชื่อแล้วเกิดอุบัติเหตุ ประกันยังให้ความคุ้มครองทั้งเราและคู่กรณี ครับ เพียงแต่เราต้องร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกตามเงื่อนไข ดังนั้น ก่อนจะยืมรถใคร หรือให้ใครยืมรถ ควรตรวจสอบประเภทของประกันและพูดคุยทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือ ขับขี่ด้วยความไม่ประมาท เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนนครับ

Be the first to comment