ข่าวอุบัติเหตุซ้ำซ้อนบนถนนมอเตอร์เวย์ขาเข้า ที่มีรถชนกันหลายคันจนมีผู้บาดเจ็บถึง 5 ราย คงทำให้คนใช้รถหลายคนใจหายไปตามๆ กันนะครับ เหตุการณ์ ประกันชั้น 2+ รถชน แบบนี้แหละครับที่ทำให้เราต้องฉุกคิดว่า ประกันรถยนต์ที่เรามีอยู่ คุ้มครองครอบคลุมพอหรือยัง? โดยเฉพาะประกันประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ ‘รถชนรถ’ โดยเฉพาะ… ใช่แล้วครับ เรากำลังจะพาย้อนรอยไปดูที่มาของ “ประกัน 2 พลัส” ฮีโร่เงียบที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ
ประกัน 2 พลัส คืออะไร? และทำไมถึงเกิดขึ้นมา?
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมอยู่ๆ ถึงมีประกันที่ชื่อแปลกๆ อย่าง “2 พลัส” โผล่ขึ้นมา? ในอดีต วงการประกันรถยนต์มีผู้เล่นหลักอยู่แค่สองขั้วเท่านั้น คือ:
- ประกันชั้น 1: พี่ใหญ่ใจถึง คุ้มครองทุกอย่าง ชนหมา ชนแมว ถอยเข้าเสา พี่เขาจ่ายให้หมด แต่แน่นอนว่าเบี้ยประกันก็สูงตามไปด้วย
- ประกันชั้น 3: น้องเล็กสุดประหยัด รับผิดชอบแค่คู่กรณีเท่านั้น ส่วนรถเรา… ต้องซ่อมเอง จ่ายเอง เจ็บเอง
เห็นช่องว่างตรงกลางไหมครับ? มันมีกลุ่มคนจำนวนมากที่รู้สึกว่า “ฉันไม่ได้ขับรถซิ่ง ไม่ได้อยากเคลมรอบคัน ขอแค่เวลาเกิดเหตุ รถชน กับรถคันอื่นแล้วมีคนช่วยดูแลรถเราบ้าง โดยไม่ต้องจ่ายแพงเท่าประกันชั้น 1”
จุดกำเนิด: เสียงเรียกร้องจากคนเจ็บแต่ไม่จบ
เสียงเรียกร้องนี้เองที่ทำให้บริษัทประกันคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างนี้ มันคือประกันที่เอาความคุ้มครองของชั้น 3 มาเป็นฐาน (ดูแลคู่กรณี) แล้ว “พลัส” หรือ “บวก” ความคุ้มครองรถของเราเข้าไปด้วย ภายใต้เงื่อนไขสำคัญข้อเดียวคือ ต้องเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากรถชนกับรถเท่านั้น
มันจึงกลายเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนที่ขับรถดี มีความระมัดระวัง แต่อยากได้เกราะป้องกันเผื่อไว้ในวันที่โชคร้ายเจออุบัติเหตุบนท้องถนนนั่นเองครับ

‘ฮีโร่’ ตัวจริงในสถานการณ์แบบไหนบ้าง?
ประกัน 2 พลัส จะแปลงร่างเป็นฮีโร่ทันทีในสถานการณ์เหล่านี้:
- เมื่อเราเป็นฝ่ายผิด: ขับไปชนท้ายเขา ประกัน 2 พลัสจะจ่ายค่าซ่อมให้ทั้งรถเราและรถคู่กรณี (ตามทุนประกัน) สบายใจได้เลย
- เมื่อเราเป็นฝ่ายถูก แต่คู่กรณีไม่มีประกัน: สถานการณ์สุดปวดหัวที่หลายคนเคยเจอ แต่ถ้าเรามี 2 พลัส เราสามารถเคลมซ่อมรถเรากับประกันของเราได้เลย แล้วเดี๋ยวบริษัทประกันจะไปไล่บี้เรียกเก็บเงินกับคู่กรณีเอง
- กรณีชนแล้วหนี: หากเราถูกรถคันอื่นชนแล้วเขาหนีไป แต่เรามีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นอุบัติเหตุจากรถยนต์ เช่น มีพยาน หรือมีคลิปจาก กล้องติดรถยนต์ ยืนยัน ประกัน 2 พลัสก็ยังคุ้มครองรถของเราครับ
- รถหาย ไฟไหม้: อันนี้เป็นโบนัสที่ “พลัส” เข้ามาให้ด้วย ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นอีกระดับ
จากประสบการณ์ที่ลูกค้าของเราเคยเจอเคสนี้บ่อยๆ คือกรณีชนแล้วหนีครับ หลายคนตอนแรกใจเสีย คิดว่าต้องจ่ายค่าซ่อมเองเป็นหมื่นเป็นแสน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองทำประกัน 2 พลัสไว้ แล้วมีคลิปจากกล้องหน้ารถพอดี ทุกอย่างก็ง่ายขึ้นทันที นี่คือจุดที่ทำให้ 2 พลัสแตกต่างจากชั้น 3 อย่างสิ้นเชิงเลยครับ
เทียบให้ชัด! ประกัน 2 พลัส ต่างจากประกันประเภทอื่นยังไง?
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองนึกง่ายๆ แบบนี้นะครับ
ประกันชั้น 3: ดูแลคนอื่น (คู่กรณี) แต่ไม่ดูแลเราเลย
ประกัน 2 พลัส: ดูแลคนอื่น และดูแลเราด้วย (เฉพาะตอนรถชนรถ)
ประกันชั้น 1: ดูแลคนอื่น และดูแลเราในทุกกรณี (รถชนรถ, ชนเสา, ชนต้นไม้, ไม่มีคู่กรณี)
จะเห็นว่า 2 พลัส คือจุดสมดุลที่ลงตัวระหว่างราคากับความคุ้มครอง มันตัดความคุ้มครองเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่จำเป็นสำหรับบางคนออกไป แต่ยังคงความคุ้มครองหลักที่สำคัญที่สุดอย่าง ‘อุบัติเหตุรถชนรถ’ เอาไว้ครบถ้วน ถ้าอยากรู้ประวัติศาสตร์ของพี่ใหญ่สุดในวงการอย่างประกันชั้น 1 ก็สามารถตามไปอ่านกันต่อได้เลยครับ
อ่านเพิ่มเติม: ย้อนรอย ‘ประกันชั้น 1’: จากอดีตสู่ความคุ้มครองที่ใช่ในปัจจุบัน
สรุป: ประกัน 2 พลัส เหมาะกับใคร?
ประกัน 2 พลัส ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือคำตอบสำหรับคนใช้รถส่วนใหญ่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- ผู้ที่ขับรถคล่องแล้ว มีประสบการณ์ ไม่ค่อยมีความเสี่ยงชนแบบไม่มีคู่กรณี
- ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองที่มากกว่าประกันชั้น 3 แต่อยากจ่ายเบี้ยในราคาที่สบายกระเป๋ากว่าประกันชั้น 1
- รถยนต์ที่มีอายุเกิน 7-10 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถทำประกันชั้น 1 ได้แล้ว
อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่การเลือกเกราะป้องกันที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ของเราเป็นสิ่งที่เราเลือกได้นะครับ ประกัน 2 พลัส จึงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่คือ ‘ฮีโร่’ ที่ถือกำเนิดจากความต้องการที่แท้จริงของคนใช้รถ เพื่อให้ทุกการเดินทางอุ่นใจขึ้นอีกเยอะเลย
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ มีประสบการณ์เฉียดๆ หรือเคยได้ใช้ประกัน 2 พลัสในสถานการณ์จริงกันบ้างไหม? ลองแชร์ให้ฟังในคอมเมนต์หน่อยนะครับ

Be the first to comment