เพิ่งได้อ่านข่าวสุดทึ่งจากมติชนออนไลน์ที่ถอดรหัส ‘อุบัติเหตุ’ ของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ในอดีต อ่านแล้วก็ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาเลยครับว่า… ไม่ว่ายุคสมัยไหน “เรื่องไม่คาดฝัน” มันอยู่คู่กับชีวิตเรามาตลอดเลยนะ!
แต่ข่าวดีก็คือ ในยุคนี้เรามีเครื่องมือจัดการความเสี่ยงที่เจ๋งกว่าเดิมเยอะมาก และหนึ่งในนั้นก็คือ ประกันภัยพิบัติ ที่หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยเก็ทว่ามันใกล้ตัวขนาดไหน
วันนี้เราเลยจะขอพาทุกคนมาถอดรหัส 5 ภัยพิบัติสุดพีกที่เกิดขึ้นจริงในเมืองไทย ที่หลายคนอาจมองข้ามไป มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง แล้วประกันจะเข้ามาเป็นฮีโร่ช่วยเราได้อย่างไร!
5 ภัยพิบัติใกล้ตัว ที่ประกันช่วยบรรเทาหนักให้เป็นเบาได้
1. ลูกเห็บตกใส่รถหลังคาทะลุ!
“เฮ้ย เมืองไทยเนี่ยนะมีลูกเห็บ?” มีสิครับ! แถมช่วงหลังๆ ที่อากาศแปรปรวนหนักๆ เราจะเห็นข่าวลูกเห็บตกในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและอีสานบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ลองนึกภาพตามนะครับ จอดรถไว้กลางแจ้งดีๆ กลับมาอีกทีหลังคาบุบ กระจกร้าวเป็นใยแมงมุม… น้ำตาจะไหลเอาได้ง่ายๆ
ประกันที่ช่วยได้:
- ประกันรถยนต์ชั้น 1: นี่คือพระเอกตัวจริงเลยครับ เพราะภัยธรรมชาติอย่างลูกเห็บตก จัดอยู่ในความคุ้มครองของประกันชั้น 1 แบบเต็มๆ สามารถเคลมซ่อมได้ทั้งกระจก ตัวถัง หรือสีรถที่เสียหาย โดยที่เราไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเลยด้วยซ้ำ เพราะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดจากการชนหรือคว่ำ
- ประกันบ้าน (คุ้มครองภัยธรรมชาติ): ถ้าลูกเห็บตกใส่หลังคาบ้านหรือแผงโซลาร์เซลล์จนพัง ประกันอัคคีภัยที่มีความคุ้มครองภัยธรรมชาติก็จะเข้ามาดูแลค่าซ่อมแซมให้ครับ
2. พายุฤดูร้อนทำต้นไม้ใหญ่ข้างบ้านล้มทับ!
กรุงเทพฯ กับต้นไม้ใหญ่เป็นของคู่กัน และพายุฤดูร้อนก็เช่นกัน… แค่ลมพัดแรงๆ ไม่กี่นาที ต้นไม้ที่ดูแข็งแรงก็อาจจะโค่นลงมาทับรถหรือรั้วบ้านเราได้เลย เหตุการณ์แบบนี้เจอบ่อยมากในหน้าข่าวช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม แล้วใครจะรับผิดชอบล่ะ?
ประกันที่ช่วยได้:
- ถ้าต้นไม้ล้มทับรถ: ประกันรถยนต์ชั้น 1 เจ้าเก่าเจ้าเดิม คุ้มครองแน่นอนครับ เคลมได้ทันที
- ถ้าต้นไม้ล้มทับบ้าน: ประกันอัคคีภัยที่ซื้อความคุ้มครองภัยเนื่องจากลมพายุไว้ จะช่วยดูแลค่าเสียหายของตัวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหลังคา ผนัง หรือรั้ว
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย: ถ้าต้นไม้เป็นของเพื่อนบ้าน ตามกฎหมายแล้วเพื่อนบ้านต้องรับผิดชอบ แต่การมีประกันของเราเองจะช่วยให้การซ่อมแซมรวดเร็วกว่า ไม่ต้องรอการเจรจาที่อาจจะยืดเยื้อครับ
3. น้ำรอระบาย… จนกลายเป็นน้ำท่วมรถ
วลีคลาสสิกของคนกรุงฯ ที่ฟังแล้วขำไม่ออก! แค่ฝนตกหนักไม่ถึงชั่วโมง ถนนหลายสายก็กลายเป็นคลองให้รถเราได้แหวกว่ายเล่น และบ่อยครั้งที่ระดับน้ำสูงเกินกว่าที่คาดคิดจนเข้ารถ สร้างความเสียหายให้ระบบไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างมหาศาล
ประกันที่ช่วยได้:
- ประกันรถยนต์ชั้น 1: ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมครับ โดยวงเงินการซ่อมจะขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าเสียหายหนักจนซ่อมไม่คุ้ม (เกิน 70% ของทุนประกัน) บริษัทประกันอาจพิจารณาจ่ายคืนทุนประกันเต็มจำนวนเลยทีเดียว
- ประกันบ้าน (คุ้มครองน้ำท่วม): สำหรับบ้านหรือร้านค้าชั้นล่างที่โดนน้ำท่วมข้าวของเสียหาย เฟอร์นิเจอร์พัง ต้องมีประกันอัคคีภัยที่ซื้อ “ความคุ้มครองภัยน้ำท่วม” เพิ่มเติมไว้นะครับ เช็คกรมธรรม์ของคุณให้ดีๆ ว่ามีข้อนี้อยู่หรือเปล่า
4. ไฟไหม้จากข้างบ้าน ลามมาถึงเรา
นี่คือฝันร้ายของคนอยู่บ้านจัดสรรหรือทาวน์โฮมเลยครับ ต่อให้เราจะระวังเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรแค่ไหน แต่ถ้าบ้านข้างๆ เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมา ไฟก็อาจลุกลามมาสร้างความเสียหายให้บ้านเราได้อยู่ดี
ประกันที่ช่วยได้:
- ประกันอัคคีภัย: เป็นประกันภาคบังคับที่คนซื้อบ้านต้องมีอยู่แล้ว (มักจะพ่วงมากับสินเชื่อบ้าน) ซึ่งจะคุ้มครองความเสียหายที่เกิดกับ “โครงสร้าง” ของบ้านจากเหตุไฟไหม้ ฟ้าผ่า และการระเบิดของแก๊ส
- ประกันภัยบ้านอยู่อาศัย (Home Insurance): เป็นประกันที่ครอบคลุมกว่า แค่มีประกันอัคคีภัยอาจไม่พอ เพราะมันคุ้มครองแค่ตัวบ้าน แต่เฟอร์นิเจอร์ ข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อยู่ข้างในล่ะ? ประกันภัยบ้านจะเข้ามาดูแลในส่วนนี้ รวมถึงภัยอื่นๆ เช่น ภัยน้ำท่วม หรือภัยจากการโจรกรรมด้วย
5. แผ่นดินไหวแบบรู้สึกได้
หลายคนคิดว่าประเทศไทยปลอดภัยจากแผ่นดินไหว แต่จริงๆ แล้วภาคเหนือและภาคตะวันตกของเราตั้งอยู่ใกล้รอยเลื่อนที่มีพลังนะครับ แม้จะไม่รุนแรงเท่าญี่ปุ่น แต่ก็เคยมีเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายให้ตึกรามบ้านช่องมาแล้ว การสั่นสะเทือนเบาๆ ก็อาจทำให้ผนังร้าวหรือโครงสร้างเสียหายได้ในระยะยาว
ประกันที่ช่วยได้:
- ประกันอัคคีภัย (ซื้อความคุ้มครองแผ่นดินไหวเพิ่ม): โดยปกติแล้ว ประกันอัคคีภัยพื้นฐานจะไม่ครอบคลุมแผ่นดินไหวครับ เราต้องซื้อเป็น “ภัยเพิ่มเติม” ซึ่งเบี้ยประกันก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด แลกกับความอุ่นใจถือว่าคุ้มค่ามากๆ โดยเฉพาะคนที่อยู่ตึกสูงหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง
บทสรุป: เตรียมพร้อมดีกว่ามานั่งเสียใจ
เห็นไหมครับว่า ‘อุบัติเหตุ’ หรือ ‘ภัยพิบัติ’ ที่เรายกตัวอย่างมา มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยสักนิด บางเรื่องเกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกปีด้วยซ้ำ การวางแผนรับมือความเสี่ยงด้วยการทำประกันที่เหมาะสม จึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง แต่คือการลงทุนในความสบายใจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า… หากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ เราจะยังมีคนคอยช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงิน ไม่ต้องมารับมือกับปัญหาเพียงลำพัง

Be the first to comment