เคยไหมครับที่ขับรถอยู่ดีๆ แล้วใจหายแวบ เพราะเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อกี้เกือบจะเฉี่ยวคันข้างๆ? ล่าสุดมีข่าวไวรัลจาก Sanook.com ที่พูดถึง 8 พฤติกรรมขับรถเสี่ยงอุบัติเหตุแบบไม่รู้ตัว ซึ่งหลายคนทำทุกวันจนชิน! อ่านแล้วถึงกับต้องพยักหน้าตาม เพราะบางข้อมันจี้ใจดำเหลือเกิน พฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามองข้าม อาจเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดไปสู่ความเสี่ยงบนท้องถนนได้เลยนะครับ
แต่รู้ไหมครับว่า… นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว พฤติกรรมเหล่านี้ยังส่งผลโดยตรงกับ ‘กระเป๋าตังค์’ ของเราด้วย โดยเฉพาะตอนต่อเบี้ยประกันรถยนต์ปีถัดไป วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า 8 พฤติกรรมที่ว่ามีอะไรบ้าง และการปรับเปลี่ยนนิดๆ หน่อยๆ จะช่วยให้คุณประหยัดค่าเบี้ยไปได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะครับ!
8 พฤติกรรมเคยชิน… ยิ่งทำ ยิ่งเสี่ยง แถมเบี้ยประกันแพง!
มาดูกันดีกว่าครับว่ามีข้อไหนที่เราเผลอทำไปบ้างในชีวิตประจำวัน ลองเช็คลิสต์ไปพร้อมๆ กันเลย!
1. แชมป์นักขับจี้ท้าย (The Tailgater)
อาการ: ชอบขับชิดคันหน้ามากๆ เหมือนกลัวว่าใครจะมาแทรก
ความเสี่ยง: ถ้าคันหน้าเบรกกะทันหัน เราเบรกไม่ทันแน่นอนครับ ชนท้ายเต็มๆ และตามกฎหมายแล้ว คนชนท้ายมักเป็นฝ่ายผิดเสมอ
ผลต่อประกัน: เมื่อเราเป็นฝ่ายผิด ประวัติการเคลมของเราก็จะมีรอยด่างพร้อยทันที พอถึงเวลาต่อประกันปีหน้า เบี้ยประกันก็จะถูกปรับสูงขึ้นจากประวัติการเคลมนี้แหละครับ บางทีอาจจะเสียส่วนลดประวัติดีไปเลยด้วย
2. จอมปาดหน้ากะทันหัน (The Sudden Lane Changer)
อาการ: เห็นเลนข้างๆ ว่างปุ๊บ หักพวงมาลัยเปลี่ยนเลนทันทีโดยไม่ทันดูให้ดี หรือไม่เปิดไฟเลี้ยว
ความเสี่ยง: เสี่ยงต่อการเฉี่ยวชนกับรถที่อยู่ในเลนนั้น หรือรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วจากด้านหลัง อุบัติเหตุแบบนี้การหาคนผิดจะซับซ้อนขึ้นถ้าไม่มีหลักฐานชัดเจน
ผลต่อประกัน: เคสแบบนี้ถ้าไม่มีหลักฐานเด็ดๆ อย่าง กล้องติดรถยนต์ อาจกลายเป็นประมาทร่วมได้ง่ายๆ ซึ่งหมายความว่าเราก็ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก (ถ้ามี) และประวัติการเคลมก็ยังเสียอยู่ดีครับ
3. คุยเพลิน เดินเรื่องในมือถือ (The Distracted Driver)
อาการ: เล่นมือถือ ตอบแชท ดูแผนที่ หรือแม้แต่เลือกเพลงขณะขับรถ
ความเสี่ยง: แค่ละสายตาจากถนนเพียง 2-3 วินาที ก็เท่ากับเราขับรถแบบหลับตาไปไกลหลายสิบเมตรแล้วครับ ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้นมหาศาล
ผลต่อประกัน: หากเกิดอุบัติเหตุและมีหลักฐานว่าเราใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ บริษัทประกันอาจพิจารณาว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาเคลมได้ในบางกรณี และแน่นอนว่าเบี้ยปีถัดไปก็เตรียมตัวขึ้นราคาได้เลย
4. สายเลี้ยวไม่เปิดไฟ (The Signal-less Turner)
อาการ: จะเลี้ยว จะเปลี่ยนเลน แต่ไม่เคยเปิดไฟเลี้ยวบอกเพื่อนร่วมทาง เหมือนเป็นเรื่องส่วนตัว
ความเสี่ยง: ทำให้รถคันหลังหรือรถที่สวนมาคาดเดาทิศทางของเราไม่ได้ และอาจนำไปสู่การชนกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะตามสี่แยกหรือทางกลับรถ
ผลต่อประกัน: การไม่ให้สัญญาณไฟถือเป็นความประมาท หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เราก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้ประวัติการขับขี่ไม่สวยงามครับ

5. เท้าหนัก เหยียบมิดไมล์ (The Speedster)
อาการ: ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเสมอ โดยเฉพาะบนทางด่วนโล่งๆ หรือถนนในต่างจังหวัด
ความเสี่ยง: ยิ่งขับเร็ว ความรุนแรงของอุบัติเหตุก็จะยิ่งสูงขึ้น โอกาสบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตก็เพิ่มตามไปด้วย
ผลต่อประกัน: แม้ประกันชั้น 1 จะคุ้มครองอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับรถเร็ว แต่หากความเสียหายรุนแรงมากจนถึงขั้นคืนทุนประกัน (Total Loss) ก็เท่ากับว่าเราต้องเสียรถไปทั้งคัน และเบี้ยประกันสำหรับรถคันใหม่ก็จะเริ่มต้นนับหนึ่งโดยไม่มีส่วนลดประวัติดี
6. หนังตาจะปิด… แต่ใจยังสู้ (The Drowsy Driver)
อาการ: รู้สึกง่วง เพลีย แต่ฝืนขับต่อไป คิดว่า ‘อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว’
ความเสี่ยง: การง่วงแล้วขับอันตรายเทียบเท่ากับการเมาแล้วขับเลยนะครับ เพราะการตัดสินใจจะช้าลงและอาจเกิดอาการหลับในได้ทุกเมื่อ
ผลต่อประกัน: คุ้มครองเหมือนอุบัติเหตุทั่วไป แต่คำถามคือ… เราจะยอมเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้จริงๆ หรือครับ? การจอดพักสัก 15 นาที ปลอดภัยกว่าเยอะครับ
7. มองข้ามจุดบอดข้างรถ (The Blind Spot Ignorer)
อาการ: มองแค่กระจกข้างกับกระจกหลัง แต่ไม่เคยหันไปมอง (Shoulder Check) เพื่อเช็คจุดบอดก่อนเปลี่ยนเลน
ความเสี่ยง: มอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์คันเล็กๆ อาจซ่อนอยู่ในจุดบอดสายตาของเรา ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในสภาพการจราจรหนาแน่นอย่างในกรุงเทพฯ
ผลต่อประกัน: เป็นสาเหตุยอดฮิตของการเคลมประกันเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ เบี้ยประกันก็ขึ้นได้เหมือนกันครับ
8. เปิดคอนเสิร์ตส่วนตัวในรถ (The In-Car Multitasker)
อาการ: กินข้าว แต่งหน้า ร้องเพลงเสียงดัง หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ดึงสมาธิไปจากการขับรถ
ความเสี่ยง: เหมือนกับการใช้โทรศัพท์ครับ ทุกกิจกรรมที่ทำให้เราต้องละมือจากพวงมาลัยหรือละสายตาจากถนน ล้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น
ผลต่อประกัน: เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของความประมาทที่ส่งผลให้ประวัติการเคลมของเราไม่สวยงามครับ
จากใจนายหน้าประกัน: เรื่องเล็กๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่
จากประสบการณ์ที่ลูกค้าของเราเคยเจอเคสนี้บ่อยๆ คืออุบัติเหตุเฉี่ยวชนเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนเลนโดยไม่มองให้ดี สุดท้ายกลายเป็นประวัติเสีย ทำให้เบี้ยประกันปีถัดไปสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ ในมุมมองของนายหน้าประกันภัย สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือพฤติกรรมที่เราทำจนชิน เพราะมันคือความเสี่ยงที่ไม่เคยถูกมองเห็นครับ
และหากโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ การรู้ว่าต้องทำอะไรบ้างจะช่วยให้เราจัดการสถานการณ์ได้ดีขึ้นมากครับ
อ่านเพิ่มเติม: พลิกวิกฤตเป็นโอกาส! 7 สิ่งต้องทำทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเพื่อความอุ่นใจ
ปรับพฤติกรรม = ปรับลดเบี้ยประกัน
ข่าวดีก็คือ บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่มอบ ‘ส่วนลดประวัติดี’ ให้กับผู้ขับขี่ที่ไม่เคยเคลมเลยในรอบปี ซึ่งส่วนลดนี้สามารถสะสมได้สูงสุดถึง 50% เลยนะครับ!
- ปีแรกไม่เคลม: ลด 20%
- 2 ปีติดต่อกัน: ลด 30%
- 3 ปีติดต่อกัน: ลด 40%
- 4 ปีขึ้นไป: ลด 50%
เห็นไหมครับว่า การปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้ปลอดภัยขึ้น ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้เบี้ยประกันรถยนต์ของเราถูกลงในระยะยาวอีกด้วย
เริ่มต้นง่ายๆ วันนี้ แค่มีสติและใส่ใจเพื่อนร่วมทางให้มากขึ้นอีกนิด ขับรถให้ช้าลงหน่อย ไม่ใจร้อน และลดการทำกิจกรรมอื่นๆ ที่รบกวนสมาธิ แค่นี้ก็ช่วยได้เยอะแล้วครับ
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ มีพฤติกรรมข้อไหนที่ทำบ่อยที่สุด หรือมีวิธีจัดการกับความเคยชินของตัวเองยังไงบ้าง? มาแชร์กันในคอมเมนต์ได้นะครับ!
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 30 มี.ค. 2569 เวลา 10:44 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment