เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 5 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นข่าวหรืออาจจะติดอยู่ในสภาพการจราจรที่หนาแน่นบนถนนศรีนครินทร์ ขาเข้า บริเวณสะพานศรีเอี่ยม กันมาบ้างใช่ไหมครับ จากเหตุการณ์อุบัติเหตุระหว่างรถบรรทุกและรถจักรยานยนต์ที่ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความโศกเศร้าให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจครั้งสำคัญให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่เรามักจะต้องขับขี่ร่วมเลนกับ “พี่เบิ้ม” หรือรถบรรทุกขนาดใหญ่อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเทพารักษ์ บางนา-ตราด หรือเส้นทางออกต่างจังหวัด
วันนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อน ๆ มาถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ด้วยกันครับ ไม่ใช่เพื่อตอกย้ำความสูญเสีย แต่เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และ “แก้ไข” ได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมาจริง ๆ การขับรถใกล้รถบรรทุกต้องใช้เทคนิคแบบไหน? และถ้าเกิดขึ้นแล้ว ประกันรถยนต์ที่เรามีจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้อย่างไร? มาหาคำตอบกันในบทความนี้ครับ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะขับรถได้อย่างอุ่นใจขึ้นแน่นอน
ทำความรู้จัก “พื้นที่สังหาร” รอบรถบรรทุก (Blind Spots)
ก่อนจะไปถึงวิธีขับ เราต้องรู้เขารู้เราก่อนครับ รถบรรทุกนั้นมีขนาดมหึมาและความสูงที่มากกว่ารถเก๋งหรือมอเตอร์ไซค์หลายเท่า ทำให้คนขับรถบรรทุกมี “จุดบอด” หรือพื้นที่ที่เขามองไม่เห็นรถคันเล็ก ๆ อย่างเราอยู่ถึง 4 จุดใหญ่ ๆ ด้วยกัน การเข้าไปอยู่ในจุดเหล่านี้เสี่ยงมากที่จะเกิดอุบัติเหตุเมื่อมีการเปลี่ยนเลนหรือเบรกกะทันหัน
- ด้านหน้าตัวรถ: ระยะห่างประมาณ 3-4 คันรถ ถ้าเราขับปาดหน้าหรือเบรกกระชั้นชิด คนขับรถบรรทุกจะมองไม่เห็นเราเลยครับ เพราะหน้ารถเขาสูงมาก
- ด้านหลังรถ: หากเราขับตามหลังรถบรรทุกในระยะประชิด นอกจากคนขับจะมองไม่เห็นเราผ่านกระจกมองข้างแล้ว หากรถบรรทุกเบรกกะทันหัน เราอาจจะเบรกไม่ทันจนมุดเข้าไปใต้ท้องรถได้ หรือถ้ามีของหล่นลงมา เราก็จะรับเคราะห์ไปเต็ม ๆ
- ด้านซ้ายข้างตัวรถ: นี่คือจุดที่อันตรายที่สุด! หรือที่เรียกกันว่า “มุมมรณะ” ตั้งแต่ช่วงหัวรถไปจนถึงหางพ่วงด้านซ้าย คนขับมีโอกาสมองไม่เห็นสูงมาก ควรเลี่ยงการขับแช่ซ้ายขนานกับรถบรรทุกเด็ดขาดครับ
- ด้านขวาข้างตัวรถ: แม้จะอยู่ฝั่งคนขับ แต่ก็ยังมีจุดบอดช่วงหัวเก๋งที่เสาหลังคาบังสายตา หรือกระจกมองข้างส่องไปไม่ถึง
How-to ขับรถใกล้พี่เบิ้มยังไง ให้ปลอดภัยและถึงบ้านแบบครบ 32
เมื่อเรารู้จุดเสี่ยงแล้ว ทีนี้มาดูเทคนิคการขับขี่แบบ Defensive Driving หรือการขับขี่เชิงป้องกันเมื่อต้องเจอรถบรรทุกกันบ้างครับ
1. เว้นระยะห่างให้มากกว่าปกติ (กฎ 3 วินาทีเอาไม่อยู่)
รถบรรทุกมีน้ำหนักมาก ทำให้ระยะเบรกยาวกว่ารถทั่วไปหลายเท่า หากเราขับอยู่ด้านหน้า อย่าเบรกกะทันหันเด็ดขาด และหากขับตามหลัง ควรเว้นระยะให้ห่างกว่ารถปกติ 2 เท่า เพื่อให้เรามองเห็นสถานการณ์ข้างหน้าได้กว้างขึ้น ไม่ใช่เห็นแต่ท้ายรถบรรทุกจนทึบไปหมด
2. แซงให้ขาด อย่าขับตีคู่
ถ้าจำเป็นต้องแซง ให้หาจังหวะที่โล่งจริง ๆ แล้วเร่งเครื่องแซงให้พ้นไปโดยเร็วที่สุด อย่าขับเอื่อย ๆ ตีคู่ขนานไปกับรถบรรทุก เพราะนั่นคือการแช่อยู่ในจุดบอด หากรถบรรทุกต้องหักหลบสิ่งกีดขวาง เขาอาจจะเบียดเราได้ทันที
3. สังเกต “ไฟสัญญาณ” ของพี่ ๆ รถบรรทุก
พี่ ๆ สิงห์รถบรรทุกในไทยมักจะมีรหัสไฟเพื่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมทาง เช่น หากเขาเปิดไฟเลี้ยวซ้ายทีขวาทีสลับกัน แปลว่าข้างหน้ามีด่านหรือมีอุบัติเหตุให้ระวัง หรือถ้าเราจะแซงขวาแล้วเขาเปิดไฟเลี้ยวขวาขวางไว้ แปลว่าข้างหน้าสวนมา แซงไม่ได้ ห้ามออกเด็ดขาด การเข้าใจภาษากายของรถใหญ่ช่วยชีวิตเราได้มากครับ

เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถบรรทุก ต้องทำยังไง? (ฉบับตั้งสติ เคลมไว)
แม้เราจะระวังดีแค่ไหน แต่อุบัติเหตุก็คือสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ครับ หากวันหนึ่งเคราะห์ร้ายเกิดเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกขึ้นมาจริง ๆ ไม่ว่าจะบนถนนศรีนครินทร์หรือที่ไหนก็ตาม ให้ทำตามขั้นตอน “Problem-Solving” นี้ทันที
Step 1: ความปลอดภัยต้องมาก่อน
ตั้งสติครับ! อย่าเพิ่งโวยวาย ประเมินร่างกายตัวเองและผู้โดยสารว่าบาดเจ็บไหม ถ้ามีคนเจ็บหนักให้โทร 1669 ทันที หากรถยังขยับได้และอยู่ในจุดอันตราย (เช่น ทางลงสะพานศรีเอี่ยม) ให้ถ่ายรูปสภาพที่เกิดเหตุให้ครบทุกมุมก่อน แล้วค่อยขยับรถเข้าไหล่ทางเพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน
Step 2: เก็บหลักฐานให้แน่นที่สุด
รถบรรทุกบางคันอาจมองไม่เห็นว่าเฉี่ยวเราและขับต่อไป หรือบางกรณีอาจมีการโต้เถียงเรื่องใครถูกใครผิด สิ่งที่จะช่วยคุณได้คือ:
- กล้องหน้ารถ (Dashcam): นี่คือพยานปากเอกที่ดิ้นไม่หลุด อย่าลืมเซฟไฟล์วิดีโอทันที
- ภาพถ่าย: ถ่ายทะเบียนรถบรรทุก (ทั้งหัวลากและหางพ่วง เพราะบางทีทะเบียนไม่ตรงกัน), ร่องรอยความเสียหาย, ตำแหน่งล้อ, และสภาพถนนโดยรอบ
- พยานบุคคล: ถ้ามีคนเห็นเหตุการณ์ ลองขอเบอร์ติดต่อไว้ครับ
Step 3: แจ้งประกันทันที อย่ารอช้า
โทรหา Call Center ประกันภัยของคุณ แจ้งสถานที่เกิดเหตุและคู่กรณีให้ชัดเจน เจ้าหน้าที่ Surveyor จะรีบมาดูแลคุณ ตรงนี้แหละครับที่ความคุ้มครองของประกันจะเริ่มทำงาน
ไขข้อข้องใจ: ประกันแบบไหนคุ้มครองเคสรถบรรทุกบ้าง?
หลายคนสงสัยว่า “แล้วประกันที่ทำไว้จะจ่ายไหม?” มาดูคำตอบกันครับ
1. พ.ร.บ. (ภาคบังคับ)
ด่านแรกที่สำคัญที่สุด! ไม่ว่าใครผิดใครถูก พ.ร.บ. จะเข้ามาดูแลค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นทันทีครับ นี่คือสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่เราต้องรักษาไว้เสมอ ห้ามปล่อยขาดเด็ดขาด
อ่านเพิ่มเติม: ย้อนรอย พรบ.รถยนต์: จากอดีตสู่ปัจจุบัน ความคุ้มครองที่อยู่คู่ทุกเส้นทาง
2. ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2+, 3+)
- ประกันชั้น 1: พระเอกขี่ม้าขาว คุ้มครองครอบคลุมที่สุด ไม่ว่าเราจะผิดหรือถูก ซ่อมรถเราและซ่อมรถคู่กรณี รวมถึงค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินจาก พ.ร.บ. ด้วย สบายใจหายห่วง
- ประกันชั้น 2+ และ 3+: คุ้มครองในกรณี “รถชนรถ” เท่านั้น ซึ่งกรณีชนกับรถบรรทุกถือว่าเข้าข่ายครับ เคลมได้ซ่อมเขาซ่อมเราตามทุนประกัน แต่ต้องระบุคู่กรณีได้นะ (ดังนั้นจำทะเบียนรถคู่กรณีให้แม่น!)
- ประกันชั้น 3: ซ่อมแต่รถคู่กรณี (รถบรรทุก) แต่รถเราต้องซ่อมเอง เหมาะสำหรับคนงบน้อยแต่ขับแข็งแล้ว
สรุปส่งท้าย: ถนนคือพื้นที่ที่ต้องแบ่งปัน
เหตุการณ์บนสะพานศรีเอี่ยมเป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนให้เราไม่ประมาท การขับรถร่วมกับรถบรรทุกไม่ใช่เรื่องน่ากลัวถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของรถใหญ่และมีสติอยู่เสมอครับ และที่สำคัญ การมีประกันรถยนต์ที่ครอบคลุมก็เหมือนการพกถุงลมนิรภัยทางการเงินติดตัวไว้ อุ่นใจกว่าเสมอเมื่อภัยมาถึง
ขอให้ทุกคนขับขี่ปลอดภัย กลับถึงบ้านไปกอดคนที่คุณรักในทุก ๆ วันนะครับ ด้วยความปรารถนาดีจากเรา
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment