รถชนแล้วไฟลุก! เปิดคู่มือเอาตัวรอดและวิธีเคลมประกันอัคคีภัยเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

ข่าวอุบัติเหตุรถบรรทุกชนกันอย่างรุนแรงบนถนนกาญจนาภิเษกเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา คงทำให้หลายคนใจหายและตระหนกไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อภาพของเหตุการณ์รุนแรงอย่าง รถชนแล้วไฟไหม้ ปรากฏขึ้นมา ยิ่งทำให้เกิดคำถามสำคัญในใจว่า… หากเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นกับเรา ต้องทำอย่างไร? และขั้นตอนการ เคลมประกัน จะซับซ้อนแค่ไหน? บทความนี้คือคู่มือที่จะตอบทุกคำถามคาใจของคุณ ตั้งแต่วินาทีแรกที่ต้องเอาตัวรอด ไปจนถึงการจัดการเรื่องประกันให้ครบถ้วน

วินาทีชีวิต: เมื่อรถชนแล้วไฟไหม้ ต้องทำอย่างไรก่อน?

ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘สติ’ และ ‘ลำดับความสำคัญ’ ก่อนจะคิดเรื่องค่าเสียหายหรือการเคลมประกัน คุณต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน นี่คือขั้นตอนที่ควรทำทันที

1. ตั้งสติให้มั่น

อาจฟังดูยาก แต่การมีสติเพียงไม่กี่วินาทีจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้อง หายใจเข้าลึกๆ และประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

2. ปลดล็อกประตูทุกบานทันที

นี่คือสิ่งแรกที่ควรทำ! เพื่อเปิดทางหนีให้ตัวเองและผู้โดยสารคนอื่นๆ หากระบบไฟฟ้าเสียหาย อาจต้องปลดล็อกด้วยมือ

3. ดับเครื่องยนต์

หากยังสามารถทำได้ ให้บิดกุญแจดับเครื่องยนต์ เพื่อตัดการทำงานของปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง ลดความเสี่ยงที่ไฟจะลุกลามรุนแรงขึ้น

4. ออกจากรถให้เร็วที่สุด

อย่าเสียเวลาเก็บของมีค่า! ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเงินหรือโทรศัพท์มือถือ ชีวิตของคุณสำคัญกว่า พาตัวเองและผู้โดยสารทุกคนออกจากตัวรถโดยเร็วที่สุด หากประตูเปิดไม่ได้ ให้ลองถีบกระจกข้างหรือใช้ค้อนทุบกระจกรถยนต์ (หากมีติดรถไว้)

5. อยู่ห่างจากตัวรถอย่างน้อย 30 เมตร

หลังจากออกจากรถได้แล้ว ให้รีบวิ่งไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยและห่างจากตัวรถให้มากที่สุด เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิดของถังน้ำมันหรือถังแก๊สได้

6. โทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน

เมื่ออยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ให้รีบโทรศัพท์แจ้งเหตุที่เบอร์ฉุกเฉินทันที:

  • 191 แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • 1669 เรียกรถพยาบาล กรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บ
  • 199 แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

รถชนแล้วไฟลุก! เปิดคู่มือเอาตัวรอดและวิธีเคลมประกันอัคคีภัยเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

เมื่อสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว: ประกันรถยนต์คุ้มครองกรณีไฟไหม้หรือไม่?

หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าทุกคนปลอดภัย คำถามต่อไปคือเรื่องของความเสียหาย ประกันรถยนต์ที่คุณทำไว้จะเข้ามาช่วยเหลือในกรณีนี้ได้หรือไม่? คำตอบคือ ‘ได้’ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทของประกันที่คุณมี

ประเภทประกันที่ให้ความคุ้มครองกรณีรถชนแล้วไฟไหม้

  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1: คุ้มครองครอบคลุมที่สุด ทั้งกรณีชนแบบมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี รวมถึงกรณีรถหาย และแน่นอนว่า ‘ไฟไหม้’ ด้วย ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุหรือเหตุขัดข้องของตัวรถก็ตาม
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+ (2 พลัส): เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมาก เพราะให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับชั้น 1 ในราคาที่ย่อมเยากว่า โดยจะคุ้มครองความเสียหายต่อรถเราในกรณี ‘รถชนรถ’ และยังพ่วงความคุ้มครองกรณี ‘รถหาย’ และ ‘ไฟไหม้’ เข้ามาด้วย ดังนั้นในเคสนี้ ประกัน 2+ เอาอยู่แน่นอนครับ
    อ่านเพิ่มเติม: เฮ้ยแก! ประกัน 2 พลัส นี่แหละ ตัวจริงเรื่องความคุ้มค่า ไม่ต้องจ่ายแพงก็อุ่นใจ!
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2: คุ้มครองคล้ายกับ 2+ คือมีเรื่องรถหายและไฟไหม้ แต่จะไม่คุ้มครองความเสียหายต่อรถคันเอาประกันภัยกรณีชน

ประกันที่ไม่คุ้มครองกรณีไฟไหม้

  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ (3 พลัส): คุ้มครองเฉพาะกรณี ‘รถชนรถ’ เท่านั้น ไม่มีความคุ้มครองเรื่องไฟไหม้หรือรถหาย
  • ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3: คุ้มครองเฉพาะความเสียหายของ ‘คู่กรณี’ เท่านั้น ไม่คุ้มครองรถของเราในทุกกรณี

เปิดขั้นตอนเคลมประกัน เมื่อรถเสียหายจากอัคคีภัย

หากคุณมีประกันที่ให้ความคุ้มครองตามที่กล่าวมาข้างต้น นี่คือขั้นตอนที่คุณต้องทำเพื่อเคลมประกันให้ราบรื่นที่สุด

1. โทรแจ้งบริษัทประกันทันที

หลังจากโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินแล้ว ให้รีบโทรเข้า Call Center ของบริษัทประกันของคุณทันทีเพื่อแจ้งเหตุ แจ้งเลขทะเบียนรถและเลขกรมธรรม์ เจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำเบื้องต้นและออก ‘เลขรับแจ้งเหตุ’ หรือ ‘เลขเคลม’ ให้กับคุณ ซึ่งสำคัญมาก

2. ถ่ายรูปและรวบรวมหลักฐาน

ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปความเสียหายและที่เกิดเหตุให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งสภาพรถที่ถูกไฟไหม้ ความเสียหายจากการชน ป้ายทะเบียนรถคู่กรณี (ถ้ามี) และภาพรวมของที่เกิดเหตุ หลักฐานเหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการเคลมรวดเร็วขึ้น

3. รอเจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor)

บริษัทประกันจะส่งเจ้าหน้าที่มายังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบและประเมินความเสียหายเบื้องต้น ให้ข้อมูลตามความเป็นจริง และห้ามเคลื่อนย้ายรถจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ประกัน

4. เตรียมเอกสารสำคัญ

โดยทั่วไปเอกสารที่ต้องใช้ในการเคลมกรณีนี้ ได้แก่:

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาใบขับขี่
  • สำเนาทะเบียนรถ (เล่มฟ้า)
  • สำเนากรมธรรม์ประกันภัย
  • ใบแจ้งความ หรือบันทึกประจำวันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

5. การประเมินความเสียหายและการซ่อม

กรณีที่รถเสียหายหนักจนถึงขั้น ‘เสียหายโดยสิ้นเชิง’ (Total Loss) ซึ่งหมายถึงค่าซ่อมสูงเกิน 70% ของทุนประกัน บริษัทประกันจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนตามทุนประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ และซากรถจะตกเป็นของบริษัทประกัน แต่หากเสียหายไม่มาก ก็จะเข้าสู่กระบวนการนำรถเข้าซ่อมที่อู่ในเครือของบริษัทประกันต่อไป

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด โดยเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงอย่างรถชนแล้วไฟไหม้ แต่การเตรียมพร้อมและมีความรู้ติดตัวไว้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด การเลือกทำประกันที่เหมาะสมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นหลักประกันที่ช่วยให้คุณผ่านพ้นวิกฤตไปได้โดยที่ภาระทางการเงินไม่หนักหน่วงจนเกินไปครับ

อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 13 มี.ค. 2569 เวลา 23:50 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)

สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

แชทสอบถามทาง Line คลิกที่นี่

About Khumphai.com 321 Articles
นายหน้าประกันวินาศภัยที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้อง และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Khumphai.com ด้วยพื้นฐานการเป็นวิศวกร จึงเข้าใจถึงความสำคัญของการมีหลักประกันที่มั่นคงในยามวิกฤต มุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลด้านประกันภัยที่ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เพื่อให้คนไทยเข้าถึงความคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุด เลขที่ใบอนุญาต ประกันวินาศภัย : 6804000691 นาย กำพล พันธ์ประยูร สอบถามเพิ่มเติมโทร 089-341-7740 หรือ Email:kamphon7287@gmail.com

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*