ข่าวอุบัติเหตุรุนแรงบนท้องถนนบริเวณแยกแครายที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 17 เมษายน 2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต นับเป็นเรื่องน่าสลดใจและตอกย้ำว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่สร้างความโศกเศร้า แต่ยังทิ้งภาระและความสับสนไว้ให้แก่คนข้างหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการเคลมประกันกรณีเสียชีวิต ซึ่งเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและต้องการความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ์ที่ควรจะได้รับอย่างครบถ้วนและรวดเร็วที่สุด
ในยามที่หัวใจแตกสลาย การต้องมาจัดการเรื่องเอกสารและขั้นตอนต่างๆ อาจเป็นเรื่องที่ยากลำบาก บทความนี้จึงขอเป็นคู่มือสรุปขั้นตอนสำคัญ เพื่อช่วยนำทางทายาทและครอบครัวของผู้สูญเสียให้สามารถจัดการเรื่องการเคลมประกันรถยนต์ได้อย่างราบรื่นที่สุดในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้
ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากประกันรถยนต์ มีอะไรบ้าง?
ก่อนจะไปดูขั้นตอนการเคลม สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจก่อนว่า ความคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์นั้นมาจากแหล่งใดได้บ้าง โดยหลักๆ แล้วจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ:
1. ความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. (ประกันภัยภาคบังคับ)
พ.ร.บ. เป็นประกันที่รถทุกคันต้องมีตามกฎหมาย จะให้ความคุ้มครองแก่ ‘ทุกคน’ ที่ประสบภัยจากรถ โดยไม่คำนึงว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายถูกหรือผิด ในกรณีเสียชีวิต ทายาทโดยธรรมของผู้เสียชีวิตจะได้รับ ‘ค่าปลงศพ’ เป็นจำนวนเงินตามที่กฎหมายกำหนด (ปัจจุบันอยู่ที่ 500,000 บาทต่อคน) ซึ่งเป็นเงินก้อนแรกที่ทายาทจะได้รับการเยียวยา
2. ความคุ้มครองจากประกันภัยภาคสมัครใจ (ประเภท 1, 2+, 3+, 3)
ส่วนนี้เป็นความคุ้มครองเพิ่มเติมที่ผู้เอาประกันซื้อไว้ ซึ่งจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิตแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ เช่น:
- ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก: หากผู้ขับขี่รถคันเอาประกันเป็นฝ่ายผิด บริษัทประกันจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทของบุคคลภายนอกที่เสียชีวิต
- ความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA): ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถคันเอาประกัน โดยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามทุนประกันที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ให้แก่ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์
5 ขั้นตอนสำคัญสำหรับทายาทในการเคลมประกันรถยนต์กรณีเสียชีวิต
เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เพื่อให้กระบวนการเคลมสินไหมทดแทนเป็นไปอย่างราบรื่น ทายาทหรือผู้จัดการมรดกควรดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ 1: แจ้งเหตุให้บริษัทประกันภัยทราบโดยเร็วที่สุด
ทันทีที่ทราบเรื่องและตั้งสติได้ สิ่งแรกที่ควรทำคือการโทรศัพท์แจ้งบริษัทประกันภัยของรถยนต์คันที่เกิดเหตุ (ทั้งฝั่งผู้เสียชีวิตและคู่กรณี ถ้ามี) แจ้งเลขทะเบียนรถ หรือเลขที่กรมธรรม์ พร้อมเล่าเหตุการณ์เบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่รับทราบ เพื่อให้บริษัทประกันได้เปิดเคลมและแนะนำขั้นตอนต่อไป การแจ้งเหตุโดยเร็วยังช่วยให้บริษัทสามารถส่งเจ้าหน้าที่สำรวจภัย (Surveyor) ไปยังที่เกิดเหตุหรือสถานีตำรวจเพื่อรวบรวมข้อมูลได้ทันท่วงที
ขั้นตอนที่ 2: รวบรวมเอกสารสำคัญให้ครบถ้วน
ขั้นตอนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการเคลมประกัน การเตรียมเอกสารที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยลดระยะเวลาในการพิจารณาได้อย่างมาก เอกสารที่จำเป็นโดยทั่วไปประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ดังนี้
- เอกสารเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต
- สำเนาใบมรณบัตร (ออกโดยสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ)
- สำเนาหนังสือรับรองการตาย (ออกโดยโรงพยาบาล)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้เสียชีวิต (พร้อมประทับตรา ‘ตาย’)
- ใบชันสูตรพลิกศพจากสถาบันนิติเวช (ในกรณีที่มีการผ่าพิสูจน์)
- เอกสารเกี่ยวกับทายาทผู้รับผลประโยชน์
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของทายาทผู้ยื่นคำร้อง
- เอกสารแสดงความสัมพันธ์กับผู้เสียชีวิต เช่น สำเนาทะเบียนสมรส, สำเนาสูติบัตร, สำเนาทะเบียนบ้านที่แสดงความเกี่ยวข้องกัน
- ในกรณีที่ไม่ได้ระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ อาจต้องใช้คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก
- เอกสารเกี่ยวกับอุบัติเหตุและการเคลม
- สำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ (สำคัญมาก)
- สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (ทั้ง พ.ร.บ. และภาคสมัครใจ)
- สำเนาทะเบียนรถยนต์
- แบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (ขอจากบริษัทประกัน)
ในยุคปัจจุบัน หลักฐานจาก กล้องติดรถยนต์ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการชี้ชัดถึงสาเหตุของอุบัติเหตุ ซึ่งช่วยให้บันทึกประจำวันของตำรวจมีความสมบูรณ์ และทำให้กระบวนการพิจารณาสินไหมรวดเร็วยิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ 3: ยื่นเอกสารและกรอกแบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหม
นำเอกสารทั้งหมดที่รวบรวมไว้ในขั้นตอนที่ 2 ไปยื่นที่สำนักงานของบริษัทประกันภัย หรือตามช่องทางที่เจ้าหน้าที่แนะนำ พร้อมกรอก ‘แบบฟอร์มคำร้องขอรับค่าสินไหมทดแทน’ ให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อยื่นเอกสารแล้ว ควรขอหลักฐานการรับเรื่องหรือเลขที่รับแจ้งเคลมไว้เพื่อใช้ในการติดตามความคืบหน้าต่อไป

จากประสบการณ์ที่ลูกค้าของเราเคยเจอเคสนี้ ปัญหาที่พบบ่อยคือเอกสารแสดงความสัมพันธ์ของทายาทไม่ชัดเจน ในมุมมองของนายหน้าประกันภัย สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามที่บริษัทประกันร้องขอในครั้งเดียว จะช่วยลดการถูกตีกลับและย่นระยะเวลาได้เป็นอย่างดี
ขั้นตอนที่ 4: รอการพิจารณาและตรวจสอบจากบริษัทประกัน
หลังจากยื่นเอกสารครบถ้วนแล้ว บริษัทประกันจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน โดยจะตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารทั้งหมด รายงานของตำรวจ และเงื่อนไขความคุ้มครองในกรมธรรม์ ตามกฎหมายของ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) บริษัทประกันจะต้องพิจารณาและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับเอกสารหลักฐานครบถ้วนและถูกต้อง
อ่านเพิ่มเติม: หมดกังวลทุกเส้นทาง: คู่มือเลือกประกันชั้น 1 และ พ.ร.บ. ที่ใช่สำหรับคุณ
ขั้นตอนที่ 5: การรับค่าสินไหมทดแทน
เมื่อการพิจารณาอนุมัติ บริษัทประกันจะติดต่อทายาทเพื่อนัดหมายการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งโดยทั่วไปจะจ่ายเป็นเช็คสั่งจ่ายในนามของผู้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ หรือทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ในขั้นตอนนี้ ทายาทควรตรวจสอบรายละเอียดและจำนวนเงินให้ถูกต้องก่อนลงนามรับเอกสารใดๆ
สรุป
การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่การมีความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนการเคลมประกันไว้ล่วงหน้า จะเป็นเกราะป้องกันความสับสนวุ่นวายและช่วยรักษาสิทธิ์ประโยชน์ที่ครอบครัวพึงได้รับ การเตรียมเอกสารให้พร้อม การสื่อสารกับบริษัทประกันอย่างสม่ำเสมอ และการทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้กระบวนการเยียวยาทางการเงินนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยความราบรื่นที่สุด เพื่อให้ครอบครัวได้มีเวลาและกำลังใจในการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจต่อไป
อัปเดตเหตุการณ์เมื่อ: 17 เม.ย. 2569 เวลา 18:19 น.
ที่มาของข่าว: คลิกเพื่ออ่านข่าวต้นฉบับ (อ้างอิง)
(นาย กำพล พันธ์ประยูร – เลขที่ใบอนุญาตนายหน้าประกันวินาศภัย: 6804000691)
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment