เห็นข่าวอุบัติเหตุเศร้าๆ เมื่อช่วง 8 โมงเช้าบนถนนพหลโยธิน ขาออก แถวรังสิต แล้วใจหายเลยใช่ไหมครับ… ภาพรถติดยาวเหยียด รายงานข่าวที่มีผู้เสียชีวิต มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเลยจริงๆ
และทุกครั้งที่มีข่าวแบบนี้ คำถามหนึ่งที่มักจะผุดขึ้นมาในใจของหลายคน โดยเฉพาะคนที่เกี่ยวข้อง คือเรื่องของ ‘ประกัน’
แต่จะเกิดอะไรขึ้น… ถ้าในเคสที่น่าสลดนั้น ผู้ประสบเหตุกลับไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ประกันจะจ่าย? เช่น คนขับอาจจะเมาแล้วขับ หรือกรมธรรม์ขาดไปแล้ว แต่แล้วจู่ๆ ก็มีข่าวออกมาว่า… ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัทประกัน
เอ๊ะ! แบบนี้ก็ได้เหรอ? ในเมื่อไม่เข้าเงื่อนไข แล้วทำไมประกันถึงยังจ่ายเงินให้? วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กันครับกับคำว่า ‘สินไหมกรุณา’ หรือ Ex-Gratia Payment นั่นเอง
‘สินไหมกรุณา’ คืออะไรกันแน่?
ต้องบอกก่อนเลยว่า คำว่า ‘สินไหมกรุณา’ ไม่ใช่ศัพท์ประกันที่บัญญัติไว้ในกรมธรรม์นะครับ แต่มันคือ ‘การจ่ายเงินตามสมควร’ ที่บริษัทประกันเต็มใจจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันหรือผู้เสียหาย ถึงแม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นจะ ‘อยู่นอกเหนือเงื่อนไขความคุ้มครอง’ ก็ตาม
พูดง่ายๆ ก็คือ… ตามกฎ ตามเงื่อนไขในเล่มกรมธรรม์แล้ว บริษัทประกันไม่จำเป็นต้องจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ที่จ่ายให้… ก็เพราะมันคือ ‘สินน้ำใจ’ หรือ ‘ความกรุณา’ ที่บริษัทมอบให้เป็นกรณีพิเศษครับ
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้เลยคือ สินไหมกรุณา ≠ สินไหมทดแทนตามปกติ นะครับ เพราะสินไหมทดแทนคือเงินที่บริษัทประกัน ‘มีหน้าที่’ ต้องจ่ายตามสัญญาในกรมธรรม์ แต่สินไหมกรุณาคือเงินที่บริษัท ‘ไม่มีหน้าที่’ ต้องจ่าย แต่เลือกที่จะจ่ายเอง
แล้วทำไมบริษัทประกันถึงยอมจ่าย ทั้งๆ ที่ไม่ต้องจ่าย?
คำถามนี้เป็นหัวใจของเรื่องเลยครับ การที่บริษัทประกันซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องคำนวณทุกอย่างเป็นตัวเลข จะยอมควักเงินจ่ายในสิ่งที่ตัวเองไม่มีภาระผูกพันนั้น มันต้องมีเหตุผลเบื้องหลังที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องมนุษยธรรมแน่นอน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมาจากปัจจัยเหล่านี้รวมๆ กันครับ
1. เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร (Brand Image)
ในยุคที่ข่าวสารไปเร็วมาก แค่คลิกเดียวก็แชร์ไปทั่วประเทศ การปฏิเสธการเคลมในเคสอุบัติเหตุที่น่าสลดและเป็นข่าวดัง อาจสร้างภาพลักษณ์ในแง่ลบให้กับบริษัทได้ เช่น ‘บริษัทประกันใจดำ’ ‘ไร้มนุษยธรรม’ ซึ่งผลเสียในระยะยาวอาจมีมูลค่ามากกว่าเงินที่จ่ายเป็นสินไหมกรุณาด้วยซ้ำ การจ่ายเงินช่วยเหลือในเคสแบบนี้จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีไปในตัว
2. เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทที่อาจยืดเยื้อและแพงกว่า
บางครั้งการปฏิเสธการเคลมอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ถึงแม้บริษัทประกันจะมั่นใจว่าตัวเองมีโอกาสชนะคดีสูงมาก แต่กระบวนการในชั้นศาลนั้นทั้งใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายสูง (ค่าทนาย, ค่าธรรมเนียมศาล) บางทีการจ่ายสินไหมกรุณาด้วยเงินจำนวนหนึ่งเพื่อยุติปัญหาให้เร็วที่สุด อาจจะ ‘คุ้มค่า’ กว่าการปล่อยให้เรื่องบานปลายก็ได้ครับ

3. กรณีที่เงื่อนไขในกรมธรรม์มีความคลุมเครือ
บางครั้ง ภาษาที่ใช้ในกรมธรรม์อาจจะตีความได้หลายแง่มุม หากเกิดกรณีที่ก้ำกึ่งมากๆ ว่าจะเข้าข่ายความคุ้มครองหรือไม่ บริษัทประกันอาจเลือกที่จะจ่ายสินไหมกรุณาเพื่อตัดปัญหา แทนที่จะไปสู้กันเรื่องการตีความข้อกฎหมาย ซึ่งอาจจะแพ้และต้องจ่ายเต็มจำนวนในภายหลังก็ได้
4. เหตุผลด้านมนุษยธรรมจริงๆ (Humanitarian Reasons)
แน่นอนว่าเหตุผลนี้ก็มีอยู่จริงครับ โดยเฉพาะในเคสที่ผู้ประสบเหตุเป็นเสาหลักของครอบครัวและจากไปอย่างกะทันหัน ทำให้ครอบครัวลำบากอย่างแสนสาหัส การมอบเงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ก็เป็นสิ่งที่บริษัทประกันหลายแห่งเลือกที่จะทำในฐานะเพื่อนมนุษย์
ข้อควรรู้: สินไหมกรุณา แตกต่างจาก ‘ค่าเสียหายเบื้องต้น’ ของ พ.ร.บ.
หลายคนอาจจะสับสนว่าเงินก้อนนี้เหมือนกับเงินที่ได้จาก พ.ร.บ. หรือไม่? คำตอบคือ ไม่เหมือนกันครับ
- ค่าเสียหายเบื้องต้นจาก พ.ร.บ.: เป็นเงินที่ผู้ประสบภัยจากรถ ‘ทุกคน’ จะได้รับตามกฎหมาย โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด เพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นหรือค่าปลงศพ ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานตามกฎหมาย
- สินไหมกรุณา: เป็นเงินที่มาจากบริษัทประกันภาคสมัครใจ (ประกันชั้น 1, 2+, 3+ ฯลฯ) ซึ่งเป็น ‘การให้โดยสมัครใจ’ ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย
‘สินไหมกรุณา’ ไม่ใช่ว่าจะได้กันทุกเคสนะ!
ต้องย้ำอีกครั้งว่านี่เป็น ‘ข้อยกเว้น’ ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทประกันเป็นรายกรณีไปเท่านั้น เราในฐานะผู้เอาประกันภัย ไม่สามารถไปเรียกร้องขอสินไหมกรุณาได้นะครับ
บริษัทประกันจะพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน เช่น
- ความรุนแรงของเหตุการณ์: เคสเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร มีโอกาสได้รับการพิจารณามากกว่าเคสบาดเจ็บเล็กน้อย
- ผลกระทบต่อสังคม: หากเป็นข่าวใหญ่ที่คนให้ความสนใจ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจ
- ประวัติของผู้เอาประกัน: หากเป็นลูกค้าชั้นดีมาตลอด ไม่เคยมีประวัติเคลมฉ้อฉล ก็อาจได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
เรื่องนี้ก็เป็นอีกมุมที่น่าสนใจนะครับ เพราะในขณะที่บางคนลุ้นให้ประกันจ่ายแม้ไม่เข้าเงื่อนไข แต่ก็มีอีกหลายเหตุผลที่ทำให้เราควรพิจารณายกเลิกกรมธรรม์เหมือนกัน ซึ่งเป็นอีกด้านของการบริหารความเสี่ยงที่เราควรต้องรู้ไว้ครับ
อ่านเพิ่มเติม: 10 เหตุผลที่คุณควรยกเลิกกรมธรรม์ประกันวินาศภัย
ถ้าได้รับข้อเสนอ ‘สินไหมกรุณา’ ต้องทำอย่างไร?
โดยปกติแล้ว เมื่อบริษัทประกันเสนอจ่ายสินไหมกรุณา เขาจะให้ผู้รับเงินเซ็นเอกสารที่เรียกว่า ‘หนังสือสละสิทธิ์เรียกร้อง’ หรือ Release and Discharge Form ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ผู้รับเงินยอมรับเงินจำนวนนี้ และตกลงที่จะไม่ฟ้องร้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ เพิ่มเติมจากบริษัทประกันอีกในอนาคตสำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้
ดังนั้น ก่อนจะเซ็นรับเงิน ต้องมั่นใจและเข้าใจเงื่อนไขตรงนี้ให้ดีนะครับ เพราะมันคือการ ‘จบ’ เรื่องทั้งหมดนั่นเอง
สุดท้ายนี้ ‘สินไหมกรุณา’ ก็เปรียบเสมือนน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ในวันที่เกิดพายุใหญ่ในชีวิต แต่ทางที่ดีที่สุดคือการมีเกราะป้องกันที่แข็งแรงตั้งแต่แรก นั่นคือการทำประกันที่ครอบคลุมและเข้าใจเงื่อนไขในกรมธรรม์ของตัวเองอย่างถ่องแท้ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องไปหวังพึ่ง ‘ความกรุณา’ จากใคร แต่ได้รับความคุ้มครองตาม ‘สิทธิ’ ที่เราควรจะได้ครับ
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘สินไหมกรุณา’ แบบนี้บ้างไหม หรือมีประสบการณ์เคลมประกันที่อยากแชร์กันไหมครับ? ลองคอมเมนต์คุยกันได้เลยนะ!
สนใจประกันวินาศภัยหรือต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเช็คเบี้ยประกันที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณได้ที่ Line Official ของเรา

Be the first to comment